เคยฝันไหมครับว่าอยากจะเขียนหนังสือสักเล่มหนึ่ง? แต่พอคิดถึงเวลาที่ต้องใช้ หลายเดือน หลายปี ก็เริ่มท้อใจ บางคนอาจจะคิดว่า “ผมไม่ใช่นักเขียน ไม่รู้จะเริ่มยังไง” หรือ “เขียนแล้วจะมีคนอ่านไหม?”
วันนี้ผมจะเล่าให้ฟังเรื่องราวจากหนังสือ “How to Write a Book in 48 Hours” ของ Dale L. Roberts ที่บอกเราว่า การเขียนหนังสือไม่ได้ยากอย่างที่คิด และไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานขนาดนั้น แค่ 48 ชั่วโมงก็เขียนหนังสือจบได้แล้ว
เริ่มต้นจากความเข้าใจผิด
ผู้แต่งเล่าว่า เขาเคยคิดเหมือนคนทั่วไปว่า การเขียนหนังสือต้องใช้เวลานานมาก ต้องมีความสามารถพิเศษ ต้องเป็นนักเขียนตัวจริง แต่เมื่อเขาลองศึกษาวิธีการของนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ เขาพบว่า หลายคนใช้เทคนิคการเขียนแบบ “Fast Writing” หรือเขียนเร็ว
เขาเล่าตัวอย่างของนักเขียนชื่อดังหลายคน เช่น Jack Canfield ผู้เขียนหนังสือ “Chicken Soup for the Soul” ที่บอกว่า การเขียนร่างแรกไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ สำคัญคือให้เขียนจนจบก่อน หรือ Stephen King ที่เขียนวันละหลายชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดแก้ไขระหว่างเขียน
ความลับของ 48 ชั่วโมง
แต่ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจว่า 48 ชั่วโมงที่ว่านั้น ไม่ได้หมายถึงการเขียน 48 ชั่วโมงติดต่อกันแบบไม่หยุดหรอกครับ แต่หมายถึงเวลารวมทั้งหมดที่เราใช้ในการเขียน ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ
ลองคิดดูนะครับ ถ้าเราเขียนวันละ 2 ชั่วโมง ก็จะใช้เวลา 24 วัน ถ้าเขียนวันละ 3 ชั่วโมง ก็ใช้เวลาแค่ 16 วัน แล้วถ้าเราเขียนได้วันละ 4 ชั่วโมง ก็แค่ 12 วันเท่านั้น นึกภาพดูสิครับ ภายใน 2 สัปดาห์ เราก็สามารถมีหนังสือของตัวเองได้แล้ว
ผู้แต่งยกตัวอย่างตัวเขาเองว่า เขาเขียนหนังสือเล่มแรกเรื่อง “How to Start a Business with $100” ใช้เวลาเพียง 45 ชั่วโมง โดยเขียนวันละ 3 ชั่วโมง เป็นเวลา 15 วัน หนังสือเล่มนั้นกลายเป็นหนังสือขายดี และทำให้เขากลายเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ
ระบบ 5 ขั้นตอนที่เปลี่ยนทุกอย่าง
ผู้แต่งแบ่งกระบวนการเขียนหนังสือออกเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ซึ่งแต่ละขั้นมีเทคนิคและวิธีการที่ชัดเจน
ขั้นที่ 1: เตรียมตัวให้พร้อม (8 ชั่วโมง)
ขั้นตอนแรกคือการวางแผน ซึ่งผู้แต่งแนะนำให้เราใช้เวลา 8 ชั่วโมงในการเตรียมตัว ฟังดูเยอะ แต่จริงๆ แล้วการเตรียมตัวที่ดีจะทำให้เราเขียนได้เร็วขึ้นมาก
เขาเล่าเรื่องของ Sarah นักการตลาดที่อยากเขียนหนังสือเรื่อง “Social Media Marketing for Small Business” Sarah เริ่มจากการถามตัวเองว่า “ผมรู้เรื่องอะไรบ้าง? ผมมีประสบการณ์อะไรที่คนอื่นอยากรู้?”
Sarah ค้นพบว่า เธอมีประสบการณ์ 10 ปีในการทำการตลาดออนไลน์ให้กับธุรกิจขนาดเล็ก เธอเคยช่วยร้านกาแฟเล็กๆ เพิ่มยอดขายจาก Facebook ได้ 300% เธอรู้วิธีทำ Instagram ให้ร้านอาหารท้องถิ่นมีลูกค้าเพิ่มขึ้นทุกวัน
นี่คือสิ่งที่ผู้แต่งเรียกว่า “Write what you know” – เขียนในสิ่งที่คุณรู้ อย่าไปเขียนเรื่องที่คุณไม่เข้าใจ เพราะจะทำให้เขียนได้ช้า และอาจจะไม่น่าเชื่อถือ
ในขั้นนี้ เราจะกำหนดเป้าหมายผู้อ่าน วางโครงเรื่องคร่าวๆ และเตรียมข้อมูลที่จะใช้ ผู้แต่งแนะนำให้เขียน outline แบบง่ายๆ แค่ 10-15 หัวข้อใหญ่ก็พอ ไม่ต้องละเอียดมาก
ขั้นที่ 2: เขียนแบบไม่หยุด (25 ชั่วโมง)
นี่คือหัวใจสำคัญของระบบทั้งหมด ผู้แต่งเรียกว่า “Fast Drafting” หรือการเขียนร่างแรกแบบเร็ว กฎสำคัญคือ เขียนไปเรื่อยๆ ห้ามหยุดแก้ไขระหว่างเขียน
เขาเล่าเรื่องของ Mark ครูสอนภาษาอังกฤษที่อยากเขียนหนังสือสอนภาษาอังกฤษ ตอนแรก Mark พยายามเขียนแบบสมบูรณ์แบบ เขียนประโยคหนึ่ง แก้ไขห้าครั้ง เขียนไปสักพัก ก็กลับไปอ่านตั้งแต่ต้น แล้วแก้ไขใหม่ ผลคือ เขียนไป 2 สัปดาห์ ได้แค่ 5 หน้า
แต่เมื่อ Mark ลองใช้วิธี Fast Drafting เขาตั้งนาฬิกา 2 ชั่วโมง แล้วเขียนไปเรื่อยๆ ไม่แก้ไข ไม่ลบ ไม่กลับไปอ่าน แม้จะรู้สึกว่าที่เขียนมันแย่ก็ยังเขียนต่อ ผลปรากฏว่า ในวันแรกเขาเขียนได้ 8 หน้า ใน 2 สัปดาห์ เขียนจบไป 80 หน้า
ผู้แต่งอธิบายว่า เมื่อเราเขียนแบบไม่หยุด สมองจะเข้าสู่ “Flow State” หรือสภาวะที่คิดและเขียนได้อย่างต่อเนื่อง ความคิดจะไหลออกมาเป็นธรรมชาติ แต่ถ้าหยุดแก้ไขระหว่างเขียน สมองจะต้องเปลี่ยนโหมดจาก “Creative Mode” ไป “Editing Mode” ซึ่งทำให้เสียจังหวะ
เทคนิคที่ผู้แต่งแนะนำ:
- ตั้งเป้าหมายรายวัน เช่น วันนี้จะเขียน 5 หน้า หรือ 1,500 คำ
- เขียนในเวลาที่สมองปลอดโปร่ง บางคนเขียนได้ดีตอนเช้า บางคนตอนค่ำ
- ปิดโทรศัพท์และ Social Media ระหว่างเขียน
- อย่ากังวลเรื่องไวยากรณ์หรือการสะกดคำ เน้นให้ได้เนื้อหาออกมาก่อน
ขั้นที่ 3: แก้ไขให้ดีขึ้น (10 ชั่วโมง)
หลังจากเขียนจบแล้ว ให้หยุดพัก 2-3 วัน แล้วค่อยกลับมาอ่าน ผู้แต่งบอกว่า การหยุดพักจะทำให้เราสามารถมองเนื้อหาของตัวเองแบบใหม่ได้ เหมือนกับที่เราอ่านหนังสือคนอื่น
เขาเล่าเรื่องของ Lisa ที่เขียนหนังสือเรื่อง “Healthy Cooking for Busy Moms” หลังเขียนจบ Lisa อ่านทบทวนและพบว่า มีหลายจุดที่เธอเขียนซ้ำกัน บางส่วนอธิบายไม่ชัดเจน และมีสูตรอาหารบางสูตรที่ยาก เกินไปสำหรับแม่ที่ยุ่ง
ในขั้นแก้ไข Lisa ตัดเนื้อหาที่ซ้ำกันออก เพิ่มรายละเอียดในส่วนที่งง เปลี่ยนสูตรยากให้เป็นสูตรง่าย และเพิ่มรูปภาพประกอบ ผลคือ หนังสือมีความชัดเจนและใช้ประโยชน์ได้จริงมากขึ้น
การแก้ไขมี 3 รอบ: รอบที่ 1 – Big Picture Editing: ดูภาพรวม ลำดับเนื้อหา โครงสร้าง รอบที่ 2 – Content Editing: แก้ไขเนื้อหา เพิ่มเติม ตัดออก รอบที่ 3 – Copy Editing: แก้ไขภาษา ไวยากรณ์ การสะกดคำ
ขั้นที่ 4: จัดรูปแบบหนังสือ (3 ชั่วโมง)
ขั้นนี้คือการทำให้หนังสือดูสวยงาม อ่านง่าย ผู้แต่งแนะนำให้ใส่หัวข้อบท เลขหน้า รูปภาพถ้ามี และจัดรูปแบบตัวอักษรให้เหมาะสม
เขายกตัวอย่าง David ที่เขียนหนังสือเรื่อง “DIY Home Repair for Beginners” ตอนแรก David คิดว่าการจัดรูปแบบไม่สำคัญ แต่เมื่อเขาดูหนังสือที่พิมพ์ออกมา พบว่าอ่านยากมาก ไม่มีหัวข้อชัดเจน ไม่มีรูปภาพประกอบ
David จึงเพิ่มหัวข้อย่อยในแต่ละบท ใส่รูปภาพประกอบทุกขั้นตอน และใช้ตัวหนาสำหรับคำสำคัญ ผลคือ หนังสืออ่านง่ายขึ้นมาก และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้อ่าน
ขั้นที่ 5: เผยแพร่หนังสือ (2 ชั่วโมง)
ขั้นสุดท้ายคือการนำหนังสือไปเผยแพร่ ปัจจุบันมีช่องทางเยอะมาก เช่น Amazon Kindle Direct Publishing, Google Play Books, หรือแพลตฟอร์มต่างๆ ในประเทศไทย
ผู้แต่งเล่าว่า เขาเคยกลัวขั้นตอนนี้มาก คิดว่าจะยุ่งยาก แต่จริงๆ แล้วง่ายกว่าที่คิด แค่ทำตามขั้นตอนในเว็บไซต์ ภายใน 2 ชั่วโมง หนังสือก็จะขายได้แล้ว
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้จริง
ผู้แต่งยกตัวอย่างของคนที่ใช้ระบบนี้สำเร็จ เช่น:
Jenny นักบัญชี เขียนหนังสือ “Tax Tips for Small Business Owners” ใช้เวลา 47 ชั่วโมง หนังสือขายดีและทำให้เธอได้ลูกค้าใหม่เยอะมาก
Mike โค้ช fitness เขียนหนังสือ “Get Fit in Your Living Room” ใช้เวลา 42 ชั่วโมง หนังสือกลายเป็น bestseller และทำให้เขามีชื่อเสียงในวงการ
Anna แม่บ้าน เขียนหนังสือ “Organizing Your Home in 30 Days” ใช้เวลา 50 ชั่วโมง แม้ Anna ไม่เคยเขียนหนังสือมาก่อน แต่หนังสือขายดีและได้รับรีวิวดีเยอะมาก
เคล็ดลับสำคัญที่ต้องจำ
1. เขียนในสิ่งที่รู้และชอบ อย่าไปเขียนเรื่องที่ไม่เข้าใจ เพราะจะเขียนได้ช้าและไม่น่าเชื่อถือ
2. ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น วันนี้จะเขียน 5 หน้า หรือ 2 ชั่วโมง
3. สร้างนิสัยการเขียนทุกวัน แม้แต่วันละ 30 นาทีก็ดีกว่าเขียนวันเดียว 5 ชั่วโมงแล้วหยุดไป
4. อย่าแก้ไขขณะเขียน เขียนให้จบก่อน แล้วค่อยแก้ไข
5. อย่ากลัวที่จะเขียนแย่ ร่างแรกไม่ต้องสมบูรณ์แบบ สำคัญคือให้เขียนจบ
6. หาที่เขียนที่เงียบและไม่มีสิ่งรบกวน ปิดโทรศัพท์ ปิด social media
7. เขียนเพื่อคนคนหนึ่ง นึกภาพว่าเราเขียนให้เพื่อนคนหนึ่งอ่าน ไม่ใช่เขียนให้คนทั้งโลกอ่าน
สรุป
หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ ผมรู้สึกว่า การเขียนหนังสือไม่ได้เป็นเรื่องยากอย่างที่คิด สิ่งสำคัญคือเราต้องมีระบบ มีความมุ่งมั่น และเริ่มต้นทำ
ผู้แต่งบอกว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของคนส่วนใหญ่คือ การผัดวันประกันพรุ่ง เขียนวันเดียวแล้วหยุดไปสัปดาห์ หรือเขียนแปปหนึ่งก็ไปแก้ไขแปปหนึ่ง ทำให้ไม่มีความต่อเนื่อง
แต่ถ้าเราทำตามระบบ 5 ขั้นตอนนี้ วางแผน 8 ชั่วโมง เขียน 25 ชั่วโมง แก้ไข 10 ชั่วโมง จัดรูปแบบ 3 ชั่วโมง และเผยแพร่ 2 ชั่วโมง รวมแค่ 48 ชั่วโมง เราก็จะมีหนังสือเป็นของตัวเอง
ลองนึกภาพดูครับ อีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เราอาจจะได้ถือหนังสือที่เราเขียนเองไว้ในมือ อาจจะมีคนซื้อ มีคนอ่าน มีคนได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราเขียน
การเขียนหนังสือไม่เพียงแต่เป็นการแบ่งปันความรู้ แต่ยังเป็นการสร้างมรดกทางปัญญา เป็นการพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นว่า เราทำได้ และเป็นการเปิดโอกาสใหม่ๆ ในชีวิต
ดังนั้น ถ้าคุณอยากเขียนหนังสือ อย่ารอให้ถึงวันพรุ่งนี้ เริ่มต้นวันนี้เลย เพราะ 48 ชั่วโมงข้างหน้า คุณอาจจะกลายเป็นนักเขียนคนใหม่ของโลกใบนี้ก็เป็นได้
ความฝันของคุณอยู่ห่างจากความเป็นจริงเพียงแค่ 48 ชั่วโมงเท่านั้น เริ่มกันเลยไหมครับ?
#hrรีพอร์ต
Leave a comment