คนที่เคยถูกปฏิเสธ

นึกภาพดูสิครับ คุณนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ เขียนจดหมายไปหาสำนักพิมพ์ครั้งที่ 47 แล้ว ใจคุณเต้นระรัว พร้อมกับความหวังว่าคราวนี้คงได้รับการตอบรับ แต่สิ่งที่กลับมาก็เป็นแค่ประโยคสั้นๆ ว่า “ขออภัย เราไม่สนใจในผลงานของคุณ”

นี่คือเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นกับนักเขียนนับหมื่นคนทั่วโลก จนกระทั่งเรย์ เบรห์ม (Ray Brehm) ได้เขียนหนังสือ “The Author’s Playbook” เพื่อบอกกับทุกคนว่า ยุคที่ต้องไปขอร้องสำนักพิมพ์นั้นได้จบลงแล้ว วันนี้เราสามารถจัดพิมพ์หนังสือเองได้

การปฏิวัติ

ในอดีต อุตสาหกรรมหนังสือเหมือนกับปราสาทที่มีประตูเพียงบานเดียว และกุญแจอยู่ในมือของสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ เท่านั้น พวกเขาเป็นคนตัดสินใจว่าหนังสือเล่มไหนควรออกสู่ตลาด และใครควรได้เป็นนักเขียน

แต่อินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง เทคโนโลยี Print-on-Demand ทำให้เราไม่ต้องพิมพ์หนังสือล่วงหน้าหลายพันเล่ม แพลตฟอร์มอย่าง Amazon Kindle Direct Publishing ทำให้เราสามารถขายหนังสือได้ทั่วโลกภายในเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ลองนึกภาพดู ถ้าในอดีตคุณต้องลงทุนหลักแสนเพื่อพิมพ์หนังสือ แต่ตอนนี้คุณสามารถเริ่มต้นด้วยเงินเพียงไม่กี่พันบาท หรือในบางกรณี ไม่ต้องลงทุนเลยก็ได้

ซาร่า นักเขียนมือใหม่

ให้ผมเล่าเรื่องของซาร่า ครูอนุบาลที่ชอบแต่งนิทานให้เด็กๆ ฟัง เธอเขียนเรื่องเล่าง่ายๆ เกี่ยวกับเจ้าแมวน้อยผจญภัย ตอนแรกเธอคิดว่าจะส่งไปให้สำนักพิมพ์เด็ก แต่หลังจากได้รับใบปฏิเสธมาหลายใบ เธอก็ตัดสินใจลองทำเอง

ซาร่าเริ่มต้นด้วยการเรียนรู้พื้นฐาน เธอใช้โปรแกรม Canva ฟรีในการออกแบบปกหนังสือ ใช้ Microsoft Word ในการจัดรูปแบบหนังสือ และอัปโหลดไปที่ Amazon KDP

ผลที่ได้คืออะไรรู้ไหม หนังสือเล่มแรกของเธอขายได้ 500 เล่มในเดือนแรก ได้เงินมากกว่า 15,000 บาท และที่สำคัญคือ เธอได้รับอีเมลจากผู้ปกครองที่บอกว่าลูกของพวกเขาชอบหนังสือของเธอมาก

การเริ่มต้นที่ง่ายกว่าที่คิด

1. เขียนให้จบก่อน

ผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำคือ ยังเขียนไม่จบก็เริ่มคิดเรื่องการขายแล้ว เบรห์มแนะนำว่า ให้เขียนให้จบเสียก่อน แม้มันจะห่วยแค่ไหนก็ตาม

ลองคิดดู ถ้าคุณเป็นช่างก่อสร้าง คุณจะเริ่มทาสีผนังก่อนที่จะวางรากฐานบ้านไหม การเขียนก็เหมือนกัน ต้องมีโครงเรื่องที่สมบูรณ์ก่อน

2. การแก้ไข: จุดสำคัญที่หลายคนมองข้าม

หนังสือดีต่างจากหนังสือห่วยตรงที่การแก้ไข คุณสามารถแก้ไขเองได้ หรือจ้างคนมาช่วย ในต่างประเทศมีบริการแก้ไขหนังสือเริ่มต้นที่ประมาณ 1,000-3,000 บาท

เทคนิคง่ายๆ ที่เบรห์มแนะนำคือ อ่านหนังสือของคุณออกเสียงดัง เวลาที่คุณสะดุด นั่นแหละคือจุดที่ต้องแก้ไข

3. ปกหนังสือ: สิ่งแรกที่คนเห็น

คำพูดที่ว่า “Don’t judge a book by its cover” ฟังดูดี แต่ความจริงคือ คนเราตัดสินใจซื้อหนังสือจากปกเป็นอันดับแรก

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเขียนนวนิยายรัก ปกควรมีสีอบอุ่น มีภาพคู่รัก หรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับความรัก แต่ถ้าเป็นหนังสือสยองขวัญ ปกควรมีสีดำ เทา หรือสีเข้ม

คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักออกแบบ เครื่องมือฟรีอย่าง Canva หรือ Book Brush ก็สามารถช่วยคุณได้ หรือถ้าอยากได้คุณภาพดี ก็จ้างนักออกแบบที่ประมาณ 2,000-5,000 บาท

4. การจัดรูปแบบ: ทำให้อ่านสบายตา

เรื่องที่หลายคนไม่ใส่ใจคือ การจัดรูปแบบภายในหนังสือ ตัวอักษรขนาดไหน ระยะห่างระหว่างบรรทัดเท่าไหร่ ขอบกระดาษกว้างแค่ไหน

กฎง่ายๆ คือ ให้อ่านง่าย ไม่ปวดตา สำหรับหนังสือทั่วไป แนะนำให้ใช้ฟอนต์ Times New Roman หรือ Garamond ขนาด 11-12 พอยต์

5. การเลือกแพลตฟอร์ม: ตลาดโลกรอคุณอยู่

Amazon KDP เป็นตัวเลือกแรกที่ส่วนใหญ่เริ่มต้น เพราะเข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด แต่ยังมีตัวเลือกอื่นๆ เช่น Apple Books, Google Play Books, Kobo

สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ เมื่อคุณอัปโหลดหนังสือแล้ว ภายใน 24-72 ชั่วโมง หนังสือของคุณก็จะขายได้ทั่วโลก

ตัวเลขที่น่าสนใจ

ผมขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบกันครับ

การจัดพิมพ์แบบดั้งเดิม:

  • นักเขียนได้ค่าลิขสิทธิ์ 8-15% จากราคาปก
  • หนังสือราคา 300 บาท นักเขียนได้ประมาณ 24-45 บาท
  • ต้องขายหลายพันเล่มถึงจะคุ้มทุน

การจัดพิมพ์เอง:

  • หนังสือ E-book ราคา 99 บาท นักเขียนได้ประมาณ 70 บาท (70%)
  • หนังสือกระดาษ Print-on-Demand ราคา 250 บาท นักเขียนได้ประมาณ 50-80 บาท
  • ขายได้ 100 เล่มก็เริ่มเห็นเงิน

มาร์ค ดอสัน (Mark Dawson) นักเขียนชาวอังกฤษ เริ่มต้นจากการถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์หลายแห่ง แต่เมื่อเขาหันมาจัดพิมพ์เอง รายได้ของเขาเพิ่มขึ้นเป็นกว่าล้านดอลลาร์ต่อปี

ไม่ต้องใช้เงินเยอะ

การสร้างฐานแฟน

แทนที่จะคิดว่าต้องขายหนังสือให้คนทั้งประเทศ ให้มองหาผู้อ่าน 1,000 คนที่รักในสิ่งที่คุณเขียนจริงๆ

เคฟิน เคลลี่ (Kevin Kelly) นักเขียนชื่อดัง เคยกล่าวว่า “คุณต้องการแฟนตัวยง 1,000 คน ไม่ใช่ผู้ติดตาม 100,000 คน”

การใช้โซเชียลมีเดีย

อย่าไปโพสต์แค่ “มาซื้อหนังสือผมหน่อย” แต่ให้เล่าเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังการเขียน แบ่งปันกระบวนการเขียน หรือเล่าเรื่องตัวละครในหนังสือ

ตัวอย่าง แทนที่จะพิมพ์ว่า “หนังสือผมมีขายแล้วนะ” ลองเปลี่ยนเป็น “วันนี้ผมใช้เวลา 3 ชั่วโมงคิดว่าตัวละครหลักควรเลือกทางไหน สุดท้ายเลือกทางที่ทำให้ผมเองตกใจ”

การเขียนหนังสือหลายเล่ม

เบรห์มแนะนำให้คิดแบบซีรีส์ เมื่อผู้อ่านชอบเล่มแรก พวกเขาจะกลับมาหาเล่มต่อๆ ไป

ดูตัวอย่าง ฮารี่ พอตเตอร์ ถ้ามีแค่เล่มเดียว คงไม่ได้รับความนิยมเท่านี้

อุปสรรค

ความเหงาของนักเขียนอิสระ

เมื่อคุณจัดพิมพ์เอง คุณต้องทำทุกอย่างเอง ตั้งแต่เขียน แก้ไข ออกแบบ ตลาด และตอบคำถามลูกค้า

เหมือนกับเป็นเจ้าของร้านขนาดเล็ก คุณคือทั้งเจ้าของ พนักงาน และฝ่ายการตลาด

การจัดการกับการวิจารณ์

เมื่อหนังสือของคุณออกสู่สาธารณะ จะมีคนที่ไม่ชอบ และพวกเขาจะเขียนรีวิวแบบไม่ใหความเจ้น

เบรห์มแนะนำให้มองการวิจารณ์เป็นข้อมูล ไม่ใช่การโจมตีส่วนตัว รีวิว 1 ดาวบางครั้งก็บอกจุดที่เราปรับปรุงได้

การแข่งขันที่รุนแรง

ทุกวันมีหนังสือใหม่เกิดขึ้นนับหมื่นเล่มบน Amazon คุณต้องหาวิธีทำให้หนังสือของคุณโดดเด่น

การเติบโตอย่างยั่งยืน

การสร้างแบรนด์ส่วนตัว

อย่าให้คนจำแค่หนังสือ ให้พวกเขาจำคุณ สร้างตัวตนในฐานะนักเขียน มีเว็บไซต์ส่วนตัว มี Newsletter และมีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์

การทำงานร่วมกับนักเขียนคนอื่น

แทนที่จะมองคนอื่นเป็นคู่แข่ง ลองมองเป็นเพื่อนร่วมงาน การแนะนำหนังสือให้กัน การเขียนหนังสือร่วมกัน หรือการจัดกิจกรรมร่วมกัน จะช่วยให้ทุกคนเติบโตไปด้วยกัน

การวิเคราะห์ข้อมูล

แพลตฟอร์มต่างๆ ให้ข้อมูลที่มีค่า เช่น ผู้อ่านมาจากไหน อ่านกี่หน้า อ่านจบไหม ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้คุณปรับปรุงหนังสือเล่มต่อไปได้

เรื่องเล่า

จิม คูคปา (Jim Kukupa) ใช้เวลา 20 ปีพยายามหาสำนักพิมพ์ แต่ไม่มีใครสนใจ เมื่ออายุ 65 เขาได้เรียนรู้การจัดพิมพ์เอง หนังสือเล่มแรกของเขาขายได้กว่า 50,000 เล่ม วันนี้เขามีรายได้จากการเขียนหนังสือเดือนละกว่า 200,000 บาท

ฮิว ฮาวอี่ (Hugh Howey) เขียนนิยายไซไฟเรื่อง Wool เริ่มต้นจากการเผยแพร่เป็นตอนๆ บนบล็อก เมื่อได้รับความนิยม เขาจึงรวบรวมเป็นหนังสือ ขายได้หลายล้านเล่ม และในที่สุดก็ถูกสำนักพิมพ์ใหญ่เสนอสัญญา

อนาคต

เทคโนโลยี AI เริ่มเข้ามาช่วยนักเขียนแล้ว ตั้งแต่การแนะนำคำ การตรวจสอบไวยากรณ์ ไปจนถึงการออกแบบปกหนังสือ

Audiobook กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนหนังสือเป็นเสียงจะเป็นอีกช่องทางสำคัญ

การจัดพิมพ์แบบ Subscription Model หรือการให้ผู้อ่านจ่ายเป็นรายเดือนเพื่ออ่านหนังสือทั้งหมดของนักเขียน ก็เริ่มมีคนทดลองแล้ว

สรุป

เรื่องเล่าทั้งหมดนี้ต้องการจะสื่ออะไร คือ ในยุคนี้ การเป็นนักเขียนไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป คุณไม่ต้องรอให้ใครมาเปิดโอกาสให้ คุณสามารถสร้างโอกาสให้ตัวเองได้

แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความพยายาม เวลา และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ตอนนี้มันเป็นไปได้แล้ว

ถ้าคุณมีเรื่องราวที่อยากเล่า มีความรู้ที่อยากแบ่งปัน หรือมีจินตนาการที่อยากให้คนอื่นได้สัมผัส อย่าเก็บมันไว้ในใจ

เริ่มต้นเขียนวันนี้ เพราะโลกรอฟังเรื่องราวของคุณอยู่

ดังที่เรย์ เบรห์ม กล่าวไว้ในหนังสือ “ทุกคนมีหนังสืออย่างน้อยหนึ่งเล่มอยู่ในตัว คำถามคือ คุณจะให้มันออกมาหรือไม่”

การจัดพิมพ์เองไม่ได้ทำให้คุณกลายเป็นนักเขียนเก่งขึ้น แต่มันให้โอกาสคุณได้เป็นนักเขียนที่แท้จริง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

วันนี้เป็นวันแรกของเส้นทางนักเขียนของคุณ พร้อมแล้วไหมครับ

#hrรีพอร์ต

Posted in

Leave a comment