Peter Thiel คนที่ร่วมก่อตั้ง PayPal และเป็นนักลงทุนตัวจริงในซิลิคอนแวลลีย์ เคยเล่าเรื่องที่น่าสนใจในห้องเรียนมหาวิทยาลัย Stanford ว่า “คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าอนาคตคือการเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาทำให้เยอะขึ้น แต่จริงๆ แล้ว อนาคตที่แท้จริงเกิดจากการสร้างสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน”

ประโยคนี้กลายเป็นหัวใจหลักของหนังสือ “Zero to One” ที่ทำให้เราต้องคิดใหม่เรื่องการสร้างธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงโลก

เรื่องเล่าเริ่มต้น: ทำไมต้องไปจาก Zero ไป One

ลองนึกภาพดูสิ ถ้าคุณเป็นคนที่ 1,000,001 ที่เปิดร้านกาแฟ คุณก็แค่เพิ่มจำนวนร้านกาแฟให้โลกมีมากขึ้นเท่านั้น นี่คือการไปจาก “1 ไป n” – เอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาทำซ้ำ

แต่คนที่สร้าง Starbucks ครั้งแรก พวกเขาสร้างแนวคิดใหม่เรื่อง “Third Place” – สถานที่ที่ 3 ที่ไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่ออฟฟิศ แต่เป็นที่พักผ่อนและทำงาน นี่คือการไปจาก “0 ไป 1”

หรือดูตัวอย่าง Larry Page และ Sergey Brin ที่สร้าง Google พวกเขาไม่ได้แค่สร้างเสิร์ชเอนจินอีกตัว แต่สร้างวิธีค้นหาที่ดีกว่าเดิมหลายเท่า ด้วย PageRank algorithm ที่ดูจากการลิงก์ของเว็บไซต์ ทำให้ผลลัพธ์แม่นยำกว่าคู่แข่ง

Thiel เล่าว่า “เมื่อคุณไปจาก 0 ไป 1 คุณไม่ได้แค่เพิ่มสิ่งต่างๆ ให้โลก แต่คุณกำลังสร้างโลกใหม่”

เรื่องราวของการผูกขาด: ทำไมแข่งขันถึงไม่ดี

หลายคนอาจแปลกใจกับความคิดของ Thiel ที่บอกว่า “การผูกขาดดีกว่าการแข่งขัน” เพราะเราเคยได้ยินมาตลอดว่าการแข่งขันดี

เขายกตัวอย่างสวนทางกัน:

ธุรกิจร้านอาหาร – ตลาดแข่งขันสุดโหด มีร้านเปิดใหม่เป็นร้อยๆ ร้านทุกเดือน แต่ก็มีร้านปิดไปเป็นร้อยๆ ร้านเหมือนกัน เจ้าของร้านต้องทำงานหนัก แต่กำไรน้อย เพราะต้องแย่งลูกค้า ต้องลดราคา ไม่มีเงินไปพัฒนาอะไรใหม่ๆ

Google – ผูกขาดตลาดค้นหา มีส่วนแบ่งตลาดกว่า 90% กำไรเยอะมาก จึงมีเงินไปทำโปรเจคเจ๋งๆ เช่น Gmail, Google Maps, Android, รถยนต์ไร้คนขับ, AI แม้กระทั่งโปรเจคบินไปดวงจันทร์

Thiel อธิบายว่า “บริษัทที่ผูกขาดไม่ได้หมายความว่าเป็นบริษัทเลว แต่หมายความว่าบริษัทนั้นทำในสิ่งที่ไม่มีใครทำได้ดีเท่า”

7 กฎทองสำหรับการสร้าง Startup

1. เทคโนโลยีที่เหนือกว่า 10 เท่า

“ดีกว่าเล็กน้อยไม่พอ ต้องดีกว่าโดดเด่น” Thiel เล่า

PayPal ที่เขาร่วมก่อตั้งเป็นตัวอย่างที่ดี ก่อน PayPal การโอนเงินออนไลน์ใช้เวลาหลายวัน แต่ PayPal ทำได้ทันที และง่ายกว่าเดิมมาก จึงเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้สำเร็จ

Amazon ก็เช่นกัน ไม่ได้แค่ขายหนังสือออนไลน์ แต่มีหนังสือให้เลือกหลายล้านเล่ม มีระบบแนะนำหนังสือ ส่งเร็ว บริการดีกว่าร้านหนังสือทั่วไปทุกด้าน

2. เริ่มจากตลาดเล็ก แต่ครองให้ได้

Facebook เริ่มแค่ในมหาวิทยาลัย Harvard ก่อนขยายไป Yale, Stanford แล้วค่อยไปมหาวิทยาลัยอื่นๆ ก่อนจะเปิดให้คนทั่วไปใช้

ถ้า Mark Zuckerberg เปิดให้ทุกคนใช้ตั้งแต่แรก เขาจะแย่งไม่ได้กับ Friendster หรือ MySpace ที่มีคนใช้เยอะกว่า

3. แผนการขยายตัว

Thiel เล่าว่า “หลายคนเริ่มธุรกิจแล้วคิดว่า ‘ถ้าเราได้แค่ 1% ของตลาด เราก็รวยแล้ว’ แต่นี่คือความคิดที่ผิด”

Tesla เริ่มจากรถสปอร์ตราคาแพง (Roadster) จากนั้นทำรถซีดาน (Model S) แล้วจึงทำรถราคาถูกลง (Model 3) เป็นแผนที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น

4. ทีมงานที่เข้มแข็ง

“อย่าหาผู้ร่วมก่อตั้งจาก networking event หรือในออนไลน์” Thiel เตือน “หาคนที่คุณรู้จักมานานและไว้ใจได้”

Google มี Larry Page และ Sergey Brin ที่รู้จักกันตั้งแต่เรียน PhD Facebook มี Mark Zuckerberg กับเพื่อนสมัยเรียน Harvard ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นช่วยให้ผ่านช่วงยากได้

5. ช่องทางการขาย

“ถ้าคุณสร้างผลิตภัณฑ์ดี แต่ไม่มีวิธีขาย คุณจะล้มเหลว” Thiel บอก

Dropbox ใช้วิธี referral program ให้พื้นที่เพิ่มฟรีเมื่อชวนเพื่อนมาใช้ ทำให้เติบโตแบบ viral

Tesla ใช้ Elon Musk เป็นพรีเซนเตอร์หลัก ผ่านการเปิดตัวรถแต่ละรุ่นที่ดูเหมือนงานแสดงในโรงละคร

6. ความยั่งยืน 20 ปี

“คำถามสำคัญคือ ธุรกิจของคุณจะยังอยู่ในอีก 20 ปีไหม?” Thiel ถาม

Microsoft สร้าง Windows และ Office ที่คนทั่วโลกใช้มาหลายสิบปี Apple สร้าง ecosystem ที่เมื่อใช้แล้วเปลี่ยนยาก เพราะทุกอย่างทำงานร่วมกันได้ดี

7. ตอบโจทย์ความลับ

“ธุรกิจที่ดีที่สุดเกิดจากความลับ – สิ่งที่คุณเชื่อ แต่คนอื่นไม่เชื่อ” Thiel อธิบาย

ความลับของ Google: “การจัดอันดับเว็บด้วยลิงก์จะให้ผลลัพธ์ดีที่สุด” ตอนนั้นคนส่วนใหญ่ไม่เชื่อ

ความลับของ Tesla: “รถยนต์ไฟฟ้าจะมาแทนรถเครื่องยนต์” เมื่อ 15 ปีก่อน ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นไปไม่ได้

บทเรียนจาก PayPal

Thiel เล่าประสบการณ์ก่อตั้ง PayPal ไว้น่าสนใจมาก

ตอนแรก PayPal เป็นแค่แอปบน Palm Pilot ให้คนโอนเงินหากันผ่าน infrared แต่แล้วพวกเขาก็พบว่าคนไม่ค่อยใช้ แต่กลับชอบใช้ระบบ email payment มากกว่า

แทนที่จะฝืนตามแผนเดิม ทีม PayPal เปลี่ยนไปโฟกัสที่ email payment และเจอว่าผู้ใช้หลักคือพ่อค้าใน eBay ที่ต้องการรับเงินจากลูกค้าอย่างง่าย

“บางครั้งตลาดจะบอกคุณเองว่าควรไปทางไหน” Thiel สรุป “แต่คุณต้องฟังให้ออก”

ข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้น

1. เอา Lean Startup มาผิด

หลายคนเข้าใจผิดว่าการทำธุรกิจคือ “ลองทำไปก่อน แล้วค่อยปรับ” แต่ Thiel มองว่าต้องมีวิสัยทัศน์และแผนที่ชัดเจน

“นวัตกรรมสำคัญไม่ได้เกิดจากการ iterate แต่เกิดจากการกระโดดข้ามไปยังสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมี”

2. หาคู่หูผิดคน

“อย่าหาผู้ร่วมก่อตั้งเพียงเพราะเขาเก่งหรือมี network ดี แต่ให้หาคนที่คุณรู้จักนิสัยดีและไว้ใจได้”

Thiel เล่าว่าเขาเห็นหลาย startup พังเพราะผู้ร่วมก่อตั้งเก็บเรื่องแล้วระเบิดใส่กันในช่วงยากลำบาก

3. ทำตาม Trend

“อย่าไปทำสิ่งที่คนอื่นบอกว่ากำลัง hot หรือ trendy” Thiel เตือน “เพราะถ้าทุกคนรู้ว่ามันดี แสดงว่าการแข่งขันจะรุนแรง”

เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนโลก

หนังสือ “Zero to One” ไม่ได้แค่สอนการทำธุรกิจ แต่เป็นการเชิญชวนให้เราเปลี่ยนความคิด

แทนที่จะถามว่า “จะทำอะไรแบบเดียวกับคนอื่น แต่ดีกว่า” ให้เปลี่ยนเป็น “จะทำอะไรที่ไม่มีใครทำ”

แทนที่จะคิดว่า “อนาคตจะเป็นยังไง” ให้เปลี่ยนเป็น “เราจะสร้างอนาคตยังไง”

Peter Thiel ปิดท้ายหนังสือด้วยประโยคที่ท้าทาย: “ทุกครั้งที่เราสร้างสิ่งใหม่ เราทำให้อนาคตไม่เหมือนปัจจุบัน นี่คือความหวังเดียวที่เราจะได้โลกที่ดีขึ้น”

สำหรับใครที่กำลังคิดจะเริ่มต้นสิ่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ โปรเจค หรือแม้แต่อาชีพ ลองถามตัวเองดู: “สิ่งที่เราจะทำจะเป็นการไปจาก 1 ไป n หรือจาก 0 ไป 1”

เพราะอนาคตไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เราต้องสร้างมันขึ้นมา

#hrรีพอร์ต

Posted in

Leave a comment