จากหนังสือ “Optimal Outcomes”
เมื่อเช้าวันจันทร์ คุณเปิดอีเมลแล้วเจอข้อความโกรธๆ จากเพื่อนร่วมงาน เรื่องเดิมๆ ที่ทะเลาะกันมาเป็นเดือนแล้ว กลับบ้านก็เจอแม่บ่นเรื่องเดิมๆ ที่คุยกันไม่รู้เรื่อง หรือแม้แต่กับคู่ครองที่มีปัญหาเรื่องเงินที่ไม่มีทางจบ
เสียงคุ้นเคยไหมครับ? นี่คือสิ่งที่ ดร.เจนนิเฟอร์ โกลด์แมน-เวทซ์เลอร์ เรียกว่า “วงจรความขัดแย้ง” (Conflict Loop) ในหนังสือ “Optimal Outcomes” ที่จะมาบอกเราว่า ทำไมเราถึงติดอยู่ในปัญหาเดิมๆ และที่สำคัญคือ เราจะหลุดออกมาได้อย่างไร
คนติดกับดัก
ลองนึกภาพ คุณนายสมชาย ผู้จัดการฝ่ายขาย เขาเก่งมาก ขายได้เยอะ แต่มีปัญหาใหญ่กับเจ้านายเรื่องค่าคอมมิชชั่น เขาคิดว่าเจ้านายโกง เจ้านายคิดว่าเขาโลภ ทั้งคู่คุยกันทุกครั้งจบด้วยการโกรธกัน
หรือคุณป้าสมหญิง ที่ทะเลาะกับลูกสาววัยรุ่นเรื่องการเรียน ยิ่งบังคับ ลูกยิ่งดื้อ ยิ่งด้า ลูกยิ่งห่าง จนกลายเป็นวงจรที่ไม่มีวันจบ
เหตุการณ์เหล่านี้ฟังดูปกติมาก แต่ที่น่าสนใจคือ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน นั่งคุยกัน หาจุดกึ่งกลาง หรือแม้แต่หาคนมาไกล่เกลี่ย ปัญหาก็ยังคงอยู่ ทำไมถึงเป็นแบบนี้?
4 กับดัก
ดร.เจนนิเฟอร์ค้นพบว่า เรามักจะติดอยู่ในวงจรความขัดแย้งเพราะเรามี “นิสัยในการจัดการความขัดแย้ง” 4 แบบที่ทำร้ายตัวเราเอง:
1. โทษคนอื่น (Blame Others)
นี่คือนิสัยที่พบเห็นได้ทั่วไป เมื่อมีปัญหา เราชอบชี้นิ้วโทษคนอื่นก่อน
ตัวอย่าง: คุณนายสมชายบอกว่า “เจ้านายโลภ ไม่ยุติธรรม ขี้เหนียว” ในขณะที่เจ้านายก็คิดว่า “พนักงานคนนี้โลภ เอาแต่ใจ ไม่เข้าใจบริษัท”
ปัญหาของการโทษคนอื่นคือ มันทำให้เราไม่ได้มองตัวเอง และมันยิ่งทำให้อีกฝ่ายโมโห เกิดการตอบโต้ จนกลายเป็นวงจรไม่รู้จบ
2. หุบปาก (Shut Down)
บางคนเลือกที่จะหลบหนี หุบปาก ไม่พูด คิดว่าถ้าไม่สนใจ ปัญหาจะหายไปเอง
ตัวอย่าง: คุณป้าสมหญิงเริ่มเบื่อที่จะคุยกับลูกสาว เลยเลือกที่จะเงียบ ไม่ถาม ไม่สนใจ หวังว่าลูกจะเรียนดีขึ้นเอง แต่แทนที่จะดีขึ้น ลูกกลับรู้สึกว่าแม่ไม่แคร์ ยิ่งกบฏมากขึ้น
การหุบปากดูเหมือนจะสงบ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเหมือนระเบิดเวลา ปัญหาไม่ได้หายไป แต่สะสมจนระเบิดใหญ่
3. ตำหนิตัวเอง (Shame Yourself)
นิสัยนี้คือการโทษตัวเอง คิดว่าทุกอย่างผิดเพราะเรา ทำให้เราไม่กล้าแสดงความคิดเห็น
ตัวอย่าง: คุณนายสมศักดิ์ในทีมผู้บริหาร เขาคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ ไม่กล้าโต้แย้งเพื่อนร่วมงานที่ทำผิด เลยนิ่งเฉย แล้วกลับไปโทษตัวเองว่าทำไมไม่กล้าพูด ยิ่งทำให้ปัญหาใหญ่ขึ้น
การตำหนิตัวเองทำให้เราไม่ได้แก้ปัญหาที่แท้จริง แต่กลับไปวุ่นวายกับความรู้สึกผิดแทน
4. การร่วมมืออย่างไม่ย่อท้อ (Relentlessly Collaborate)
นี่คือนิสัยที่ดูดี แต่จริงๆ แล้วก็เป็นกับดักเหมือนกัน คือการพยายามหาทางออกร่วมกันจนเหนื่อยล้า แต่ไม่เคยได้ผลจริงๆ
ตัวอย่าง: คุณสมหวังและภรรยาทะเลาะกันเรื่องเงิน พวกเขานั่งคุยกันทุกวันสุดสัปดาห์ วิเคราะห์ปัญหา หาทางออก แต่สุดท้ายก็กลับไปทะเลาะแบบเดิม เพราะไม่ได้จัดการกับสาเหตุลึกๆ ของปัญหา
การร่วมมือแบบนี้ดูเหมือนจะสร้างสรรค์ แต่ถ้าทำมากเกินไป กลับทำให้เหนื่อยหน่ายและผิดหวัง
แล้วจะหลุดออกจากวงจรนี้ได้อย่างไร?
ดร.เจนนิเฟอร์เสนอแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า “Optimal Outcomes Method” ซึ่งไม่ใช่การหาทางออกร่วมกันแบบเดิมๆ แต่เป็นการหา “ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด” สำหรับตัวเราเอง
สิ่งที่น่าสนใจคือ เราไม่ต้องรอให้คนอื่นเปลี่ยน เราสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้ด้วยตัวเอง
8 ขั้นตอนสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ขั้นตอนที่ 1: สังเกตรูปแบบความขัดแย้ง
ก่อนอื่น เราต้องรู้ก่อนว่าเราติดวงจรแบบไหน เราใช้นิสัยแบบไหนบ้าง เป็นคนชอบโทษคนอื่น หรือชอบหุบปาก หรือตำหนิตัวเอง?
แบบฝึกหัด: ครั้งหน้าที่มีความขัดแย้ง ให้หยุดสักครู่แล้วถามตัวเองว่า “ตอนนี้ฉันกำลังทำอะไรอยู่? ฉันกำลังโทษใคร? หรือฉันกำลังหนีปัญหา?”
ขั้นตอนที่ 2: ค้นหาค่านิยมที่ซ่อนอยู่
สิ่งที่เราโกรธหรือผิดหวัง มักจะซ่อนสิ่งที่เราห่วงใยจริงๆ ไว้
ตัวอย่าง: คุณนายสมชายที่โกรธเรื่องค่าคอมมิชชั่น อาจจะไม่ได้โกรธเรื่องเงินอย่างเดียว แต่โกรธเรื่องการไม่ได้รับการยอมรับ การไม่รู้สึกมีคุณค่า หรือการไม่มีอิสระในการทำงาน
เมื่อเราเข้าใจสิ่งที่เราห่วงใยจริงๆ เราจะหาทางออกได้ง่ายขึ้น
ขั้นตอนที่ 3: มองภาพใหญ่
ความขัดแย้งไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ มันเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทใหญ่ๆ ที่เราต้องเข้าใจ
ตัวอย่าง: ปัญหาของคุณป้าสมหญิงกับลูกสาว อาจจะไม่ได้เป็นเรื่องการเรียนอย่างเดียว แต่อาจจะเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่น ความกดดันจากสังคม หรือแม้แต่ปัญหาครอบครัวอื่นๆ
การมองภาพใหญ่จะช่วยให้เราไม่ไปโฟกัสแค่ปัญหาผิวเผิน
ขั้นตอนที่ 4: ใช้อารมณ์ให้เป็นประโยชน์
อารมณ์ไม่ใช่ศতรู แต่เป็นข้อมูลที่สำคัญ ความโกรธ ความผิดหวัง ความเศร้า ล้วนแต่บอกเราว่าอะไรสำคัญสำหรับเรา
แทนที่จะคิดว่า: “ฉันโกรธ ฉันต้องหยุดโกรธ”
ให้คิดว่า: “ฉันโกรธเพราะอะไร? ความโกรธนี้บอกฉันว่าอะไรสำคัญสำหรับฉัน?”
ขั้นตอนที่ 5: จินตนาการอนาคตในอุดมคติ
ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่เราต้องการ มันจะเป็นอย่างไร? ลองฝันใหญ่ๆ โดยไม่ต้องคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่
ตัวอย่าง: คุณนายสมชายอาจจะฝันว่า เขาได้รับค่าคอมมิชชั่นที่เป็นธรรม ได้รับการยอมรับ มีอิสระในการทำงาน และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้านาย
การจินตนาการแบบนี้จะช่วยให้เราเห็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆ
ขั้นตอนที่ 6: พิจารณาทางเลือกอื่น
นอกจากการทำให้อนาคตในอุดมคติเป็นจริงแล้ว เรายังมีทางเลือกอื่นอีก 2 ทาง:
- ปล่อยให้สถานการณ์คงเดิม – ไม่ทำอะไรเลย ยอมรับความขัดแย้งแบบนี้ไปเรื่อยๆ
- ถอนตัว – ลาออก หย่าร้าง หรือตัดสัมพันธ์
ตัวอย่าง: คุณนายสมชายมีทางเลือก 3 ทาง
- พยายามต่อรองเพื่อให้ได้อนาคตในอุดมคติ
- ยอมรับสถานการณ์ปัจจุบันและทำงานต่อไป
- ลาออกไปหางานใหม่
ขั้นตอนที่ 7: หาผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ตอนนี้เราต้องพิจารณาแต่ละทางเลือกให้รอบคอบ เปรียบเทียบต้นทุนและผลประโยชน์ ทางไหนที่เป็นไปได้จริง และให้ผลดีที่สุดสำหรับเรา
คำถามสำคัญ:
- ทางเลือกไหนเป็นไปได้จริง?
- ทางเลือกไหนมีต้นทุนต่ำที่สุด?
- ทางเลือกไหนให้ผลประโยชน์สูงที่สุด?
- ทางเลือกไหนสอดคล้องกับค่านิยมของเราที่สุด?
ตัวอย่าง: หลังจากวิเคราะห์แล้ว คุณนายสมชายอาจจะพบว่า การลาออกมีต้นทุนสูงเกินไป (ต้องหางานใหม่ ไม่มีรายได้ชั่วคราว) การปล่อยให้เป็นแบบเดิมก็ทำให้เขาไม่มีความสุข
ดังนั้น ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดอาจจะเป็นการหาวิธีต่อรองแบบใหม่ เช่น การขอให้มีการประเมินผลงานที่ชัดเจน หรือการขอย้ายไปทำงานในแผนกอื่น
ขั้นตอนที่ 8: กล้าลงมือ
นี่คือขั้นตอนที่ยากที่สุด เพราะมันต้องใช้ความกล้าหาญ เราต้องทำสิ่งที่ไม่เคยทำ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เคยชิน
สิ่งสำคัญ: เราไม่ต้องรอให้ความกลัวหายไป แต่เราต้องทำท่ามกลางความกลัว
ตัวอย่าง: คุณป้าสมหญิงอาจจะตัดสินใจหยุดการบ่น และเริ่มถามลูกสาวว่า “แม่อยากเข้าใจว่าลูกรู้สึกอย่างไร มีอะไรที่แม่ช่วยได้บ้าง?” แทนที่จะพูดว่า “ทำไมไม่เรียน เดี๋ยวสอบตก แล้วจะทำงานอะไรกิน”
เรื่องราวความสำเร็จ
ลองมาดูตัวอย่างการประยุกต์ใช้จริง:
กรณีของคุณสมพร (ชื่อสมมุติ) ผู้จัดการโครงการที่มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานที่ชอบผลักภาระให้คนอื่น
เดิม: คุณสมพรโกรธ บ่น โทษเพื่อนร่วมงาน แต่สถานการณ์ไม่ดีขึ้น
ใหม่: หลังจากใช้ 8 ขั้นตอน คุณสมพรค้นพบว่า สิ่งที่เธอห่วงใยจริงๆ คือความยุติธรรมและการทำงานเป็นทีม เธอตัดสินใจหยุดบ่น และเริ่มจัดระบบการทำงานใหม่ที่ทุกคนต้องรับผิดชอบงานของตัวเองอย่างชัดเจน
ผลลัพธ์: แม้เพื่อนร่วมงานคนนั้นจะไม่เปลี่ยน แต่คุณสมพรรู้สึกเป็นอิสระขึ้น เพราะเธอไม่ต้องเสียเวลาโกรธ และระบบงานใหม่ทำให้ทีมทำงานได้ดีขึ้น
สิ่งที่ควรจำ
1. ไม่ต้องรอให้คนอื่นเปลี่ยน – เราสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้ด้วยการเปลี่ยนตัวเองก่อน
2. ความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องแย่ – มันเป็นโอกาสให้เราเรียนรู้ตัวเองและหาทางออกใหม่
3. ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดไม่ใช่การประนีประนอม – บางครั้งมันอาจจะเป็นทางออกที่ไม่เคยคิดมาก่อน
4. ความกล้าสำคัญกว่าความมั่นใจ – เราไม่ต้องรู้สึกมั่นใจ 100% เราแค่ต้องกล้าลองใหม่
5. การเปลี่ยนแปลงติดต่อ – เมื่อเราเปลี่ยน คนรอบข้างก็จะเปลี่ยนตาม
เริ่มต้นใหม่
การอ่านหนังสือ “Optimal Outcomes” เปรียบเหมือนการได้รับแผนที่ใหม่สำหรับการเดินทางผ่านความขัดแย้งในชีวิต แทนที่จะหลงทางอยู่ในป่าไผ่เดิมๆ เราได้เรียนรู้ว่ามีเส้นทางใหม่ที่จะพาเราออกจากวงจรแห่งความขัดแย้งได้
สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ เราไม่จำเป็นต้องเป็นนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการเจรจาต่อรอง เราแค่ต้องเริ่มสังเกตตัวเอง เข้าใจตัวเอง และกล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ
วันหน้าเมื่อคุณเจอความขัดแย้งอีกครั้ง แทนที่จะรู้สึกท้อแท้หรือโกรธ ลองคิดดูว่า “นี่เป็นโอกาสให้ฉันฝึกฝน 8 ขั้นตอนนี้” มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่มีอิสระและมีความสุขมากขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว การหลุดพ้นจากวงจรความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องของการเอาชนะใคร แต่เป็นเรื่องของการเอาชนะตัวเราเอง เอาชนะความกลัว ความเคยชิน และข้อจำกัดที่เราสร้างขึ้นเอง
และเมื่อเราทำได้แล้ว เราจะค้นพบว่า ความขัดแย้งที่เราคิดว่าไม่มีทางออก กลับกลายเป็นประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่เราไม่เคยจินตนาการมาก่อน
#hrรีพอร์ต
Leave a comment