เคยไหมที่นั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ เปิดโปรแกรมเอาไว้ แต่ไม่รู้จะเขียนอะไร หรือเขียนไปแล้วรู้สึกว่าไม่น่าอ่าน น่าเบื่อ ไม่มีใครอยากอ่านต่อ ถ้าเป็นแบบนั้น คุณไม่ได้เป็นคนเดียว
Roy Peter Clark นักเขียนและครูสอนการเขียนชื่อดังชาวอเมริกัน เขาเองก็เคยผ่านปัญหานี้มา จนกระทั่งเขาค้นพบว่า การเขียนที่ดีนั้นไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็น “ทักษะ” ที่เรียนรู้และฝึกฝนได้
หนังสือ “Writing Tools: 55 Essential Strategies for Every Writer” ของเขาจึงเกิดขึ้นมา ไม่ใช่หนังสือทฤษฎีแห้งๆ แต่เป็นชุดเครื่องมือจริงๆ ที่นักเขียนทุกคนใช้ได้ ตั้งแต่คนที่เพิ่งหัดเขียนไปจนถึงมืออาชีพ
ทำไมต้องมีเครื่องมือ?
Clark เล่าว่า เขาสังเกตพฤติกรรมของช่างไม้ คนงานก่อสร้าง หรือแม้แต่พ่อครัว พวกเขาทุกคนมีกล่องเครื่องมือของตัวเอง รู้ว่าเครื่องมือไหนใช้เมื่อไหร่ และใช้อย่างไร
“การเขียนก็เหมือนกัน” เขาบอก “เราต้องมีเครื่องมือ และรู้จักใช้มันให้เหมาะสม”
หนังสือเล่มนี้จึงแบ่งออกเป็น 4 หมวดใหญ่ เหมือนกับจัดระเบียบกล่องเครื่องมือ:
เครื่องมือพื้นฐาน (Nuts and Bolts)
ให้คำสำคัญอยู่ท้ายประโยค
Clark ยกตัวอย่างประโยคที่คนทั่วไปมักเขียน: “เขาตายแล้วเมื่อวันอาทิตย์”
แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น: “เมื่อวันอาทิตย์ เขาตายแล้ว”
ฟังดูแล้วประโยคที่สองมีน้ำหนักมากกว่า เพราะคำว่า “ตาย” อยู่ท้ายประโยค ทำให้ผู้อ่านจดจำได้ดีกว่า
หลักสาม
มนุษย์เรามีความสามารถในการจดจำสิ่งต่างๆ เป็นกลุ่มสามได้ดีที่สุด
ดูตัวอย่างนี้: “เสรีภาพ ความเสมอภาค ภราตรภาพ” หรือ “เกิด แก่ เจ็บ ตาย”
Clark แนะนำให้เราใช้หลักนี้ในการเขียน เช่น: “เขาเป็นคนขยัน ใจดี และซื่อสัตย์”
หรือเวลาเล่าเรื่อง: “เธอตื่นขึ้น แต่งตัว แล้วออกจากบ้าน”
การเล่นกับความยาวของประโยค
นักเขียนมือใหม่มักเขียนประโยคยาวๆ เพราะคิดว่าจะดูฉลาด แต่จริงๆ แล้วการผสมผสานประโยคสั้นกับประโยคยาวต่างหากที่ทำให้งานเขียนน่าอ่าน
ดูตัวอย่างนี้: “วันนั้นฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ลมหลับใหญ่จนต้นไผ่ข้างบ้านโค่นล้ม ทับหลังคาบ้านเพื่อนบ้านจนเป็นรูใหญ่ เขาจึงต้องวิ่งไปช่วยอย่างเร่งด่วน แต่พอไปถึง เขาแค่ยืนมองดู เขาไม่ทำอะไรเลย”
เปลี่ยนเป็น: “วันนั้นฟ้าร้อง ลมหลับใหบ่โค่นต้นไผ่ใส่หลังคาบ้านเพื่อนบ้าน เขาวิ่งไปดู แต่พอถึงที่ เขาก็แค่ยืนมอง เขาไม่ได้ทำอะไร”
เอฟเฟ็กต์พิเศษ (Special Effects)
ใช้คำซ้ำเพื่อเน้น
หลายคนคิดว่าการใช้คำซ้ำเป็นสิ่งไม่ดี แต่จริงๆ แล้วถ้าใช้อย่างชาญฉลาด มันจะช่วยเน้นจุดสำคัญได้ดีมาก
Martin Luther King Jr. เคยพูดว่า: “I have a dream… I have a dream… I have a dream…”
หรือในภาษาไทย เราอาจเขียนว่า: “เขารอ รอจนเพื่อนมา รอจนฟ้าฝน รอจนหัวใจเกือบหยุดเต้น”
เล่นกับเสียง
Clark บอกว่าการเขียนที่ดีควรมี “เสียง” ที่เป็นเอกลักษณ์ เหมือนลายนิ้วมือ
เสียงของเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์คือความเรียบง่าย สั้น กระทัดรัด: “เขานั่งที่บาร์ เขาสั่งเบียร์ เขาดื่ม”
ส่วนเสียงของ García Márquez จะเป็นแบบนี้: “เขานั่งที่บาร์ที่เคยเป็นที่พบกันของคนรักหลายร้อยคู่ ใต้แสงไฟเหลืองๆ ที่ส่องแสงเหมือนความทรงจำที่เลือนราง แล้วสั่งเบียร์เย็นๆ แก้วเดียวที่จะทำให้เขาลืมเธอผู้ที่จากไปเมื่อสี่สิบปีก่อน”
คุณจะเลือกเสียงแบบไหน?
แบบแผนการเขียน (Blueprints)
เริ่มต้นและจบด้วยวงกลม
หนึ่งในเทคนิคที่ Clark ชื่นชมมากคือการเล่าเรื่องแบบวงกลม คือเริ่มต้นและจบด้วยภาพหรือแนวคิดที่เชื่อมโยงกัน
เขายกตัวอย่างเรื่องราวของนักข่าวที่เขียนข่าวเกี่ยวกับเด็กหญิงที่หายไป:
เริ่มต้น: “เมื่อเช้าวันอาทิตย์ นกน้อยยังคงร้องเพลงใต้หน้าต่างห้องของมารี”
ตอนจบ: “เมื่อค่ำวันอาทิตย์ นกน้อยหยุดร้อง เพราะไม่มีใครมาฟังแล้ว”
การเล่าแบบนี้ทำให้เรื่องราวมีความสมบูรณ์ และผู้อ่านรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลง
สร้างตัวละครด้วยรายละเอียดเล็กๆ
Clark สอนว่า การสร้างตัวละครที่น่าจดจำไม่ต้องอาศัยคำบรรยายยาวๆ แต่ใช้รายละเอียดเล็กๆ ที่สะท้อนบุคลิก
แทนที่จะเขียน: “เขาเป็นคนเศร้า และไม่ค่อยสนใจใคร”
ลองเขียนแบบนี้: “เขาเดินผ่านร้านดอกไม้โดยไม่เหลียวแล แม้แต่เมื่อกลีบกุหลาบแดงร่วงใส่เท้าเขา”
แสดงแทนการบอก (Show, Don’t Tell)
นี่เป็นหลักทองของการเขียนที่ Clark เน้นย้ำ
แทนที่จะเขียน: “เขาโกรธมาก”
ให้เขียน: “เขากำมือแน่น จนเล็บฝังเข้าไปในฝ่ามือ”
หรือแทนที่จะเขียน: “เธอเศร้า”
ให้เขียน: “เธอจ้องมองฟ้าผ่านหน้าต่าง ขณะที่น้ำตาไหลเงียบๆ ลงมาเปียกแก้ม”
คุณลักษณะที่มีประโยชน์ (Useful Habits)
อ่านในฐานะนักเขียน
Clark แนะนำให้เราเปลี่ยนวิธีการอ่าน อย่าแค่อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน แต่ให้สังเกตว่านักเขียนใช้เทคนิคอะไร
เวลาอ่านนิยายหรือข่าว ให้ถามตัวเองว่า:
- ทำไมประโยคแรกถึงดึงดูดใจ?
- ผู้เขียนเรียงลำดับเรื่องราวอย่างไร?
- คำไหนที่ทำให้เราเกิดอารมณ์?
เปลี่ยนจากนักเขียนเป็นผู้แก้ไข
หลังจากเขียนเสร็จ ให้หยุดพัก แล้วกลับมาอ่านงานของตัวเองในฐานะ “ผู้อ่าน” คนแรก
Clark สอนให้ถามคำถาม:
- ประโยคไหนที่อ่านแล้วสับสน?
- ย่อหน้าไหนที่น่าเบื่อ?
- มีคำไหนที่ซ้ำเกินไป?
- เรื่องราวเข้าใจง่ายไหม?
สู้กับการเขียนไม่ออก (Writer’s Block)
เคล็ดลับของ Clark คือ: “เขียนแย่ๆ ก่อนก็ได้ ขอให้เขียน”
เขาเล่าว่า นักเขียนหลายคนติดกับความสมบูรณ์แบบจนเขียนไม่ออกเลย แต่ความจริงคือ เราสามารถแก้ไขงานแย่ๆ ได้ แต่เราแก้ไข “กระดาษเปล่า” ไม่ได้
เทคนิคง่ายๆ คือ:
- ตั้งเวลา 10 นาที
- เขียนเรื่อยๆ ไม่ต้องหยุด
- ไม่ต้องแก้ไข ไม่ต้องลบ
- เขียนอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับหัวข้อ
หลังจาก 10 นาที คุณจะมี “วัตถุดิบ” ที่สามารถพัฒนาต่อได้
เรื่องราวที่เปลี่ยนชีวิต
Clark เล่าถึงนักเรียนคนหนึ่งของเขา ที่เคยเขียนไม่เป็น จนไม่กล้าส่งงานครู หลังจากเรียนรู้เครื่องมือเหล่านี้ เธอเริ่มทดลองใช้ทีละข้อ
เริ่มจากการใช้ “หลักของสาม” ในการเขียนเรียงความ แล้วเรียนรู้การ “แสดงแทนการบอก” ในการเล่าเรื่อง จนในที่สุด เธอกลายเป็นนักเขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น
“การเขียนไม่ใช่เวทมนตร์” Clark กล่าว “มันเป็นงานฝีมือที่เรียนรู้ได้”
บทเรียนที่ยิ่งใหญ่
สิ่งที่ Clark ต้องการสื่อผ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงเทคนิคการเขียน แต่เป็นความเข้าใจที่ว่า:
การเขียนคือการสื่อสาร ไม่ใช่การอวดฉลาด เป้าหมายคือทำให้ผู้อ่านเข้าใจ และรู้สึกอะไรบางอย่าง
การเขียนคือกระบวนการ ไม่ใช่ผลลัพธ์ เราเรียนรู้จากการเขียน แก้ไข แล้วเขียนใหม่
การเขียนคือบริการ เราเขียนเพื่อผู้อ่าน ไม่ใช่เพื่อตัวเอง
เริ่มเลยวันนี้
หากคุณอยากเป็นนักเขียนที่ดีขึ้น Clark แนะนำให้เริ่มจากการเลือกเครื่องมือ 3 ข้อจาก 55 ข้อที่เขาเสนอ แล้วฝึกใช้จนชำนาญ
อาจเริ่มจาก:
- ให้คำสำคัญอยู่ท้ายประโยค
- ใช้หลักของสาม
- แสดงแทนการบอก
เมื่อใช้ได้คล่อง ค่อยเพิ่มเครื่องมือใหม่ๆ ทีละข้อ
Clark จบหนังสือด้วยประโยคที่ว่า: “ตอนนี้ คุณมีเครื่องมือแล้ว เริ่มสร้างผลงานของคุณเถอะ”
และนั่นก็คือสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เริ่มจากวันนี้ เริ่มจากการเขียนประโยคแรก แล้วใช้เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้การเขียนของเราดีขึ้นทีละนิด
เพราะในท้ายที่สุด การเขียนที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ มันเกิดจากการใช้เครื่องมือที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสม อย่างที่ช่างฝีมือทุกคนทำ
#hrรีพอร์ต
Leave a comment