จุดเริ่มต้น
เอ็คฮาร์ต โทลเล่ เคยเป็นชายหนุ่มที่มีชีวิตเหมือนคนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน วิ่งไล่ตามความสำเร็จ กังวลเรื่องอนาคต เสียใจกับอดีต และรู้สึกว่าไม่เคยมีความสุขที่แท้จริง จนกระทั่งความทุกข์ในใจเขาเข้มข้นมากจนคิดจะฆ่าตัวตาย
แต่แล้ววันหนึ่ง ในขณะที่เขานอนเศร้าโศกอยู่บนเตียง ประโยคหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัว “ฉันไม่สามารถอยู่กับตัวเองได้อีกแล้ว” ทันใดนั้นเขาก็ตั้งคำถามกับตัวเอง “ใครกันแน่ที่ไม่สามารถอยู่กับใคร? ฉันคือคนเดียวกันหรือสองคน?”
คำถามนั้นทำให้เขาตระหนักว่า มี “สองตัว” อยู่ในใจเขา หนึ่งคือ “ตัวที่คิด” และอีกตัวคือ “ตัวที่รู้ว่าตัวเองคิด” การตระหนักรู้นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเขา และเป็นที่มาของหนังสือ “The Power of Now” ที่เปลี่ยนชีวิตผู้คนนับล้านทั่วโลก
กับดักแห่งความคิด
ลองจินตนาการดูครับ สมศรีเป็นพนักงานออฟฟิศคนหนึ่ง เธอตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วคิดทันที “วันนี้มีมีตติ้งสำคัญ เจ้านายอาจจะไม่ชอบงานที่ฉันทำ ถ้าเขาไม่ชอบ ฉันอาจจะถูกไล่ออก แล้วฉันจะเอาเงินไปจ่ายบ้านยังไง”
ในขณะที่กำลังแต่งตัว เธอก็คิดต่อ “เมื่อวานฉันพูดกับเพื่อนร่วมงานไปแบบนั้น เขาอาจจะไม่ชอบใจ ฉันควรจะไปขออภัยมั้ย หรือเขาจะคิดว่าฉันอ่อนแอ”
ระหว่างทางไปทำงาน เธอก็ยังคิดอยู่เรื่อยเปื่อย “ชีวิตฉันมันซ้ำซากจำเจจัง ทำงานเดิมๆ ทุกวัน คนอื่นเขาดูมีความสุขกว่า เงินเดือนน้อย อนาคตไม่รู้จะเป็นยังไง”
สิ่งที่เกิดขึ้นกับสมศรีคือสิ่งที่เอ็คฮาร์ต โทลเล่ เรียกว่า “การถูกจิตใจครอบงำ” เธอไม่ได้อยู่กับปัจจุบันเลยแม้แต่นาทีเดียว แทนที่จะรู้สึกถึงลมเช้าที่เย็นสบาย เสียงนกร้อง หรือรสชาติของกาแฟที่เธอดื่ม เธอกลับจมอยู่ในโลกแห่งความคิดที่เต็มไปด้วยความกังวลและความเศร้า
เราคือใคร?
โทลเล่สอนเราให้ถามตัวเองว่า “ใครคือคนที่กำลังคิด?” เมื่อเราสังเกตความคิดของเราเอง นั่นหมายความว่ามี “ผู้สังเกต” และ “สิ่งที่ถูกสังเกต” อยู่ด้วยกัน
ลองทำแบบฝึกหัดง่ายๆ ดูครับ ตอนนี้สังเกตความคิดของคุณ คิดอะไรอยู่? อาจจะคิดว่า “เอ๊ะ ตอนนี้ฉันกำลังสังเกตความคิดของฉันเอง” หรือ “นี่มันแปลกๆ นะ”
คำถามคือ ใครเป็นคนรู้ว่าคุณกำลังคิดเรื่องนั้น? นั่นคือ “ตัวตนที่แท้จริง” ของคุณ ส่วนความคิดทั้งหลายที่วิ่งผ่านไปมาในหัว ไม่ใช่ตัวคุณ
เปรียบเหมือนฟ้าและเมฆ เมฆลอยผ่านไปมาอยู่เสมอ บางทีเป็นเมฆขาว บางทีเป็นเมฆดำ บางทีมีพายุฝน แต่ฟ้าเองไม่เคยเปลี่ยน ฟ้ายังคงเป็นฟ้า ไม่ว่าจะมีเมฆแบบไหนลอยผ่าน
การอยู่ในอดีตและอนาคต
มนุษย์เราชอบใช้เวลาส่วนใหญ่คิดเรื่องที่ผ่านมาแล้ว หรือกังวลเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น ทั้งที่ความจริงแล้ว เราสามารถใช้ชีวิตได้เฉพาะ “ตอนนี้” เท่านั้น
ลองดูตัวอย่าง สมชายเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่เขากลับไม่เคยมีความสุข เพราะเขาใช้เวลาส่วนใหญ่คิดแบบนี้:
เรื่องอดีต: “เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ถ้าฉันไม่ลงทุนในบริษัทนั้น ตอนนี้ฉันคงรวยกว่านี้” “สมัยเด็กๆ ถ้าพ่อแม่ไม่หย่าร้าง ชีวิตฉันคงไม่ลำบาก” “เมื่อวานทะเลาะกับเมีย ฉันไม่ควรพูดแบบนั้น”
เรื่องอนาคต: “ปีหน้าเศรษฐกิจจะเป็นยังไง ถ้าธุรกิจล้มละลาย ฉันจะรับมือยังไง” “ลูกโตขึ้น ค่าใช้จ่ายเยอะ เงินพอมั้ย” “อีก 10 ปีฉันแก่แล้ว สุขภาพจะเป็นยังไง”
ผลที่ตามมาคือ แม้สมชายจะมีเงินมากมาย มีครอบครัวที่ดี แต่เขากลับไม่เคยรู้สึกถึงความสุขที่อยู่ตรงหน้าเขา เช่น รอยยิ้มของลูก รสชาติของอาหารที่กิน ความอบอุ่นจากการได้อยู่กับคนที่รัก
เทคนิคง่ายๆ ในการกลับมาตอนนี้
โทลเล่แนะนำวิธีง่ายๆ หลายแบบให้เราฝึกอยู่กับปัจจุบัน:
1. สังเกตลมหายใจ
เวลาที่รู้สึกเครียด วิตกกังวล ให้หยุดแล้วสังเกตลมหายใจของเรา สูดเข้า หายออก อย่าพยายามควบคุม แค่สังเกต ลมหายใจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น “ตอนนี้” เสมอ ไม่มีลมหายใจในอดีตหรืออนาคต
2. รู้สึกถึงร่างกาย
ลองรู้สึกถึงน้ำหนักของร่างกายที่นั่งบนเก้าอี้ ความรู้สึกของเท้าที่สัมผัสพื้น หรือความอบอุ่นในมือ ร่างกายอยู่ในปัจจุบันเสมอ เมื่อเราใส่ใจกับร่างกาย จิตใจก็จะตามมา
3. ฟังเสียงรอบตัว
หยุดแล้วฟังเสียงต่างๆ รอบตัว เสียงรถ เสียงคน เสียงลม เสียงนก ฟังโดยไม่ตัดสิน ไม่ต้องคิดว่าเสียงไหนดี เสียงไหนไม่ดี แค่ฟัง
4. สังเกตช่องว่างระหว่างความคิด
ลองนั่งเงียบๆ แล้วสังเกตความคิด จะพบว่าความคิดไม่ได้เกิดขึ้นติดต่อกันแบบไม่มีช่วงหยุด มีช่องว่างระหว่างความคิดหนึ่งกับอีกความคิดหนึ่ง ช่องว่างนั้นคือ “ปัจจุบันขณะ”
ความเปลี่ยนแปลง
สมหญิงเป็นแม่บ้านที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตการแต่งงาน เธอรู้สึกว่าสามีไม่เข้าใจเธอ ลูกๆ ไม่เชื่อฟัง งานบ้านไม่มีวันจบ เธอใช้เวลาส่วนใหญ่บ่นในใจ “ชีวิตฉันมันแย่จัง ทำไมต้องมาเกิดทำงานบ้านทั้งวัน ไม่มีใครเห็นคุณค่า”
วันหนึ่ง เธอได้อ่านหนังสือ “The Power of Now” แล้วตัดสินใจลอง เมื่อล้างจาน แทนที่จะคิดว่า “งานบ้านน่าเบื่อ” เธอกลับมาสนใจความรู้สึกของน้ำอุ่นที่ไหลผ่านมือ ฟองสบู่ที่นิ่ม เสียงของน้ำที่กระทบจาน
เมื่อซักผ้า แทนที่จะบ่น เธอสังเกตกลิ่นของผงซักฟอก ความรู้สึกของผ้าที่นุ่ม เสียงของเครื่องซักผ้าที่หมุน
เมื่อเล่นกับลูก แทนที่จะคิดว่า “ลูกซุกซน ไม่เชื่อฟัง” เธอมองดูสีตาของลูก ฟังเสียงหัวเราะ รู้สึกถึงความอบอุ่นเมื่อลูกกอดเธอ
ผลลัพธ์คือ ชีวิตของเธอเปลี่ยนไป แม้จะยังทำงานเดิม อยู่บ้านเดิม แต่เธอรู้สึกเหมือนได้ใช้ชีวิตครั้งแรก มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอไม่เคยสังเกตมาก่อน
ปล่อยวางและยอมรับ
หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่โทลเล่สอนคือ การ “ปล่อยวาง” และ “ยอมรับ” แต่การปล่อยวางไม่ใช่การยอมแพ้ หรือไม่พยายาม แต่เป็นการหยุดต่อสู้กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
ลองดูตัวอย่าง สมเกียรติเพิ่งเสียงาน เขาใช้เวลาหลายเดือนโกรธ เศร้า โทษนั่นโทษนี่ “ทำไมฉันถึงโชคร้ายแบบนี้” “เจ้านายมันไม่ยุติธรรม” “เพื่อนร่วมงานมันทรยศ”
ความโกรธและความเศร้านั้นไม่ได้ช่วยให้เขาหางานใหม่ได้เร็วขึ้น กลับทำให้เขาไม่มีพลังไปสมัครงาน หรือไม่มีความมั่นใจในตัวเอง
เมื่อเขาเรียนรู้การปล่อยวาง เขาเริ่มยอมรับว่า “โอเค การถูกไล่ออกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ฉันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ แต่ฉันเปลี่ยนแปลงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้”
เมื่อหยุดต่อสู้กับความจริง เขาก็มีพลังไปสมัครงานใหม่ และในที่สุดก็ได้งานที่ดีกว่าเดิม
ความสัมพันธ์กับคนอื่น
เมื่อเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน ความสัมพันธ์กับคนอื่นก็จะเปลี่ยนไป เราจะ “อยู่กับ” คนอื่นได้อย่างแท้จริง แทนที่จะอยู่กับความคิดของเราเองเกี่ยวกับคนนั้น
สมปรารถนาและสามีเธอเคยทะเลาะกันบ่อย เพราะแต่ละคนก็อยู่กับความคิดของตัวเอง เมื่อสามีพูดอะไร เธอจะไม่ได้ฟังจริงๆ แต่จะคิดในใจว่า “เขาจะพูดแบบนี้อีกแล้ว” “เขาไม่เคยเข้าใจฉันเลย” “ฉันจะตอบเขายังไงดี”
เมื่อเธอเรียนรู้การอยู่กับปัจจุบัน เธอเริ่มฟังสามีด้วยความตั้งใจ ไม่เตรียมคำตอบล่วงหน้า ไม่ตัดสิน แค่ฟัง ผลลัพธ์คือ เธอเริ่มเข้าใจสามีมากขึ้น และสามีก็รู้สึกว่าเธอให้ความสำคัญกับเขา
อีโก้
โทลเล่อธิบายว่า “อีโก้” คือตัวตนปลอมที่เราสร้างขึ้น มันประกอบไปด้วยความคิดที่ว่า “ฉันเป็นคนแบบนี้” “ฉันชอบอันนี้ ไม่ชอบอันนั้น” “ฉันสำคัญ” “ฉันถูกต้อง”
อีโก้ต้องการความสำคัญ ความเป็นพิเศษ การยอมรับ และมันกลัวความตาย การถูกปฏิเสธ การไม่ถูกต้อง เมื่อไรที่อีโก้รู้สึกถูกคุกคาม มันจะสร้างความทุกข์ให้เรา
ตัวอย่างง่ายๆ คือ เมื่อมีคนขับรถแซงหน้าเรา บางคนจะโกรธมาก เพราะอีโก้รู้สึกว่าถูก “ดูถูก” แต่ถ้าเราสังเกตดี เราจะเห็นว่า การที่คนขับรถแซงไปไม่ได้ทำร้ายเราจริงๆ มันเป็นแค่อีโก้ที่รู้สึกถูกโจมตี
เมื่อเราตระหนักรู้ถึงอีโก้ เราก็สามารถเลือกได้ว่าจะให้มันควบคุมเราหรือไม่
การฝึกในชีวิตประจำวัน
การนำคำสอนของโทลเล่ไปใช้ไม่ต้องเปลี่ยนชีวิตแบบรุนแรง แค่เปลี่ยนวิธีคิดและวิธีมองสิ่งต่างๆ
ตอนตื่นนอน: แทนที่จะคิดทันทีว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง ให้ใช้เวลาสัก 2-3 นาทีรู้สึกถึงร่างกาย สังเกตลมหายใจ
ตอนกิน: กินอย่างมีสติ สังเกตรสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัสของอาหาร แทนที่จะกินไปคิดไป หรือดูโทรศัพท์ไป
ตอนติดรถ: แทนที่จะโมโหกับการจราจร ให้ใช้เวลานั้นสังเกตสิ่งรอบตัว ฟังเพลง หรือแค่นั่งเงียบๆ
ตอนทำงาน: แม้จะเป็นงานที่ซ้ำซาก ลองให้ความสนใจกับสิ่งที่ทำ รู้สึกถึงความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ
ตอนนอน: แทนที่จะคิดเรื่องต่างๆ ให้สังเกตความนุ่มของเตียง ความอุ่นของผ้าห่ม ความสงบในห้อง
ผลลัพธ์
หลายคนที่นำคำสอนของโทลเล่ไปปฏิบัติรายงานว่า:
- รู้สึกสงบมากขึ้น แม้ในสถานการณ์ที่เครียด
- เข้าใจคนอื่นได้ดีขึ้น ความสัมพันธ์ดีขึ้น
- มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยมองข้าม
- ไม่กังวลกับอนาคตมากเกินไป
- ไม่เสียใจกับอดีตที่เปลี่ยนไม่ได้
- รู้สึกมีพลังและมีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต
ข้อผิดพลาด
- คิดว่าต้องหยุดคิดให้หมด – การอยู่กับปัจจุบันไม่ได้หมายถึงไม่คิดเลย แต่หมายถึงไม่ให้ความคิดมาครอบงำ
- บังคับตัวเองให้เป็นบวกตลอดเวลา – การยอมรับความรู้สึกลบก็เป็นส่วนหนึ่งของการอยู่กับปัจจุบัน
- คาดหวังผลลัพธ์ที่รวดเร็ว – การเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา และต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
- ใช้เป็นข้ออ้างไม่ทำอะไร – การอยู่กับปัจจุบันไม่ได้หมายถึงไม่วางแผนอนาคต แต่หมายถึงไม่ให้ความกังวลเรื่องอนาคตมาทำลายความสุขในปัจจุบัน
สรุป
“The Power of Now” ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่เป็นคู่มือการใช้ชีวิต มันสอนเราว่า ความสุขไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เราจะได้ในอนาคต หรือสิ่งที่เราเสียไปในอดีต แต่อยู่ในช่วงเวลา “ตอนนี้” ที่เราสามารถสัมผัสได้อย่างเต็มที่
การปฏิบัติไม่ต้องสมบูรณ์แบบ ไม่ต้องเป็น “นักบุญ” เพียงแค่เริ่มสังเกตตัวเอง สังเกตความคิด สังเกตความรู้สึก และค่อยๆ เรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ
ชีวิตคือช่วงเวลาปัจจุบันที่ต่อเนื่องกัน ไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่เราต้องไปถึง เมื่อเรารู้จักการใช้ชีวิตอย่างนี้ เราจะค้นพบว่า ความสุขและความสงบนั้นอยู่ในตัวเราอยู่แล้ว รอเพียงให้เราเปิดใจรับมัน
#hrรีพอร์ต
Leave a comment