จากหนังสือ “The Anxious Generation” โดย Jonathan Haidt

เริ่มต้นในปี 2010

ลองนึกภาพดูสิ ถ้าคุณเป็นนักจิตวิทยาที่ทำงานกับเด็กมานานหลายปี จู่ๆ ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา คุณเริ่มพบว่าเด็กที่มาหาคุณเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ พวกเขาวิตกกังวล ซึมเศร้า และที่น่าใจหายที่สุด คือเด็กหญิงที่เข้ามาด้วยรอยบาดเจ็บจากการทำร้ายตัวเองเยอะขึ้นเป็นเท่าตัว

นี่คือสิ่งที่ Jonathan Haidt นักจิตวิทยาสังคมชื่อดังพบเจอ และเมื่อเขาขุดลึกลงไป เขาค้นพบความจริงที่ชวนขนลุก: เราอาจกำลังเป็นพยานให้กับการทำลายวัยเด็กในยุคนี้

โลกเปลี่ยนไปใน 15 ปี

มาย้อนกลับไปดูวัยเด็กในยุค 1990-2000 เด็กในยุคนั้นเลิกเรียนแล้วจะออกไปเล่นข้างนอก วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ใน neighborhood จนมืดค่ำ พ่อแม่ไม่ค่อยกังวลอะไร เด็กปีนป่าย เล่นสะดุ้งสะดิง เล่นจนเสื้อผ้าเปื้อนโคลนก็เป็นเรื่องปกติ

แต่เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 2000 โลกเริ่มเปลี่ยน ข่าวเรื่องการลักพาตัวเด็ก (แม้จะเกิดขึ้นน้อยมาก) ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง พ่อแม่เริ่มกลัว เริ่มคุมเข้ม เด็กๆ ถูกจำกัดให้อยู่แต่ในบ้าน หรือกิจกรรมที่ผู้ใหญ่คุมดูตลอดเวลา

Haidt เรียกช่วงนี้ว่า “โลกจริงที่ปลอดภัยเกินไป” เด็กไม่ได้เสี่ยง ไม่ได้ผิดพลาด ไม่ได้เรียนรู้การแก้ปัญหาด้วยตัวเอง พอโตขึ้นมา จิตใจจึงไม่แข็งแกร่ง

iPhone

ปี 2007 iPhone เกิดขึ้น แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยน โดยเฉพาะช่วง 2010-2015 ที่สมาร์ทโฟนแพร่หลาย และโซเชียลมีเดียเข้ามาครอบงำ Facebook, Instagram, Snapchat, TikTok ต่างก็แข่งกันดึงดูดความสนใจของเด็ก

Haidt ให้ตัวอย่างว่า ลองนึกภาพเด็กหญิงอายุ 13 ปีที่กำลังมีปัญหาความมั่นใจในตัวเอง (อะไรที่ปกติมากสำหรับวัยนี้) แต่แทนที่จะคุยกับเพื่อนสนิท หรือหาความปลอบใจจากครอบครัว เธอกลับไปหาความรู้สึกผ่านการโพสต์รูปใน Instagram

เธอโพสต์รูป แล้วนั่งเฝ้าดู like กับ comment ที่เข้ามา หัวใจเต้นแรง เหมือนเล่นการพนัน ถ้าได้ like น้อย เธอรู้สึกแย่ ถ้าได้เยอะ เธอรู้สึกดีชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็ต้องการมากกว่านี้

โซเชียลมีเดีย

สิ่งที่แย่กว่านั้น คือโลกออนไลน์กลายเป็น “สังเวียนการเปรียบเทียบ” ตลอด 24 ชั่วโมง เด็กเห็นแต่ภาพชีวิตที่สวยงามของคนอื่น ภาพที่ผ่านการตกแต่งและกรอง เด็กเริ่มเปรียบเทียบชีวิตจริงของตัวเองกับภาพที่สมบูรณ์แบบ (แต่ปลอม) ของคนอื่น

Haidt เล่าถึงเรื่องของ Madison เด็กหญิงที่เคยมีความสุขกับการวาดรูป แต่หลังจากเริ่มใช้ Instagram เธอเห็นผลงานศิลปะของคนอื่นที่ดูสวยงามกว่า เธอเริ่มรู้สึกว่าฝีมือของตัวเองแย่มาก ไม่อยากวาดอีกต่อไป

หรือเรื่องของ Jake เด็กชายที่ติดเกมออนไลน์ เขาเล่นจนดึกทุกคืน นอนไม่พอ เรียนตก ไม่มีเพื่อน แต่ในโลกเกม เขารู้สึกเป็นฮีโร่ มีอำนาจ มีเพื่อน (แม้จะเป็นเพียงตัวละครในเกม)

สถิติที่ชวนกังวล

ผู้เขียนนำเสนอข้อมูลที่ชวนตกใจ:

สำหรับเด็กหญิงอายุ 10-19 ปี:

  • อัตราการทำร้ายตัวเองเพิ่มขึ้น 167% ระหว่างปี 2009-2019
  • อัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 70%
  • อัตราการเข้ารับการรักษาโรคซึมเศร้ารุนแรงเพิ่มขึ้น 145%

สำหรับเด็กชายอายุ 10-19 ปี:

  • อัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 40%
  • อาการวิตกกังวลเพิ่มขึ้น 61%

และนี่ไม่ใช่เฉพาะอเมริกา ข้อมูลจากอังกฤษ, แคนาดา, ออสเตรเลีย และหลายประเทศแสดงแนวโน้มเดียวกัน

เด็กหญิงได้รับผลกระทบมากกว่า?

Haidt อธิบายว่าเด็กหญิงมักจะใช้โซเชียลมีเดียที่เน้นภาพลักษณ์ เช่น Instagram, Snapchat พวกเขามักเปรียบเทียบรูปร่างหน้าตา ชีวิตส่วนตัว และการยอมรับจากสังคม

ในขณะที่เด็กชายมักจะติดเกม YouTube หรือพอร์น ซึ่งก็มีปัญหาในแบบของมันเอง เช่น ทำให้ไม่อยากเรียน ไม่อยากเข้าสังคม หรือมีความคาดหวังที่ไม่เป็นจริงเกี่ยวกับเรื่องเพศ

การนอน

อีกปัญหาหนึ่งที่ Haidt กล่าวถึง คือเรื่องการนอนหลับ เด็กยุคใหม่นอนน้อยลงมาก เพราะใช้เครื่องมือดิจิทัลก่อนนอน แสงสีฟ้าจากหน้าจอทำให้สมองคิดว่ายังเป็นกลางวัน ไม่ผลิตฮอร์โมน melatonin ที่จำเป็นต่อการนอนหลับ

เมื่อเด็กนอนไม่พอ สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ทำงานไม่ดี ทำให้เครียด วิตกกังวล และควบคุมอารมณ์ไม่ได้ง่ายขึ้น

กรณีศึกษา: โรงเรียนที่เปลี่ยนไปเมื่อห้ามสมาร์ทโฟน

Haidt เล่าเรื่องของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในอังกฤษ ที่ตัดสินใจห้ามนักเรียนใช้สมาร์ทโฟนในช่วงเวลาเรียน ผลลัพธ์ที่ตามมาน่าทึ่ง:

ในสัปดาห์แรก นักเรียนบ่นและต่อต้าน แต่หลังจากเดือนหนึ่ง ครูเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง นักเรียนเริ่มคุยกันมากขึ้น มีการติดต่อสื่อสารหน้าต่อหน้า เด็กที่เคยเก็บตัวเริ่มเข้าสังคม

อีกสามเดือนต่อมา ผลสอบดีขึ้น นักเรียนมีสมาธิในการเรียนมากขึ้น และที่สำคัญ อัตราการไปพบพยาบาลโรงเรียนด้วยอาการวิตกกังวลลดลงครึ่งหนึ่ง

วัฒนธรรม “เฮลิคอปเตอร์ แพเรนท์”

Haidt ชี้ให้เห็นอีกปัญหาหนึ่ง คือพ่อแม่ยุคใหม่ที่กลายเป็น “helicopter parents” คือพ่อแม่ที่บินวนเวียนรอบตัวลูกตลอดเวลา คอยช่วยเหลือทุกเรื่อง ไม่ให้ลูกเจอปัญหา

ตัวอย่างเช่น มีพ่อแม่ที่โทรไปหาครูเมื่อลูกได้เกรดไม่ดี แทนที่จะให้ลูกไปคุยกับครูเอง หรือพ่อแม่ที่ทำการบ้านให้ลูก เพราะไม่อยากให้ลูก “เครียด”

ผลที่ตามมา คือเด็กที่โตขึ้นมาแล้วไม่รู้จักแก้ปัญหา ไม่รู้จักรับผิดชิวชีพ และเมื่อเจอปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต พวกเขาก็พังทลายได้ง่าย

เสียงจากพ่อแม่

Haidt เล่าถึงจดหมายที่เขาได้รับจากแม่คนหนึ่ง:

“ลูกสาวของฉันเคยเป็นเด็กที่ร่าเริง ชอบวาดรูป ชอบเล่นข้างนอก แต่หลังจากได้สมาร์ทโฟนตอนอายุ 12 ปี ทุกอย่างเปลี่ยนไป เธอเริ่มเก็บตัว ไม่อยากไปโรงเรียน บอกว่าตัวเองอ้วน แก่ น่าเกลียด แม้เธอจะสวยและดูดี อาทิตย์หนึ่งฉันเจอรอยบาดเจ็บที่ข้อมือเธอ เมื่อฉันถาม เธอก็ร้องไห้และบอกว่าเพื่อนที่โรงเรียนแชร์ภาพเธอแล้วใส่ comment ว่าน่าเกลียด ทำให้เธอไม่อยากมีชีวิตอยู่”

ปรากฏการณ์ “Safetyism”

Haidt แนะนำแนวคิดเรื่อง “Safetyism” คือแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก มากจนเกินไป จนลืมไปว่าการเสี่ยงบ้างเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเติบโต

เช่น การที่เราห้ามเด็กปีนต้นไม้ เพราะกลัวหก แต่การปีนต้นไม้ช่วยให้เด็กเรียนรู้การประเมินความเสี่ยง สร้างความมั่นใจ และพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว

หรือการที่เราไม่ให้เด็กเดินทางไปโรงเรียนคนเดียว แต่การเดินทางคนเดียวช่วยให้เด็กเรียนรู้ความรับผิดชอบ ความอิสระ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ผลกระทบต่อสมอง

Haidt อธิบายว่าสมองของวัยรุ่นยังพัฒนาไม่เสร็จ โดยเฉพาะส่วน prefrontal cortex ที่ควบคุมการตัดสินใจและการควบคุมตัวเอง จึงเสี่ยงต่อการติดสิ่งที่ให้ความพอใจแบบทันที เช่น social media, เกม, หรือพอร์น

เมื่อสมองได้รับ dopamine (ฮอร์โมนความสุข) จากการได้ like หรือชนะเกม มันจะอยากได้มากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนคนติดยา ทำให้เด็กใช้เวลาออนไลน์มากขึ้น และไม่มีเวลาทำกิจกรรมอื่นที่จำเป็นต่อการเติบโต

แนวทางแก้ไข: 4 ข้อเสนอหลัก

Haidt เสนอแนวทางแก้ไข 4 ข้อหลัก:

1. ไม่ให้สมาร์ทโฟนก่อนอายุ 14 ปี

แทนที่จะให้สมาร์ทโฟน ให้โทรศัพท์แบบเรียบง่ายที่โทรและส่ง SMS ได้ เพื่อความปลอดภัยในการติดต่อ แต่ไม่มี internet, social media, หรือเกม

2. ไม่ให้ social media ก่อนอายุ 16 ปี

ผมสมองยังไม่พร้อมรับมือกับโลกออนไลน์ที่ซับซ้อน ควรรอให้วุฒิภาวะมากขึ้นก่อน

3. โรงเรียนปลอดสมาร์ทโฟน

ห้ามใช้สมาร์ทโฟนในเวลาเรียน เก็บไว้ใน locker หรือ box พิเศษ เพื่อให้เด็กมีสมาธิในการเรียนและมีการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน

4. ส่งเสริมการเล่นอิสระ

ให้เด็กมีเวลาเล่นกับเพื่อนโดยไม่มีผู้ใหญ่คุมดู ให้พวกเขาได้เรียนรู้การแก้ปัญหา การเจรจา และการจัดการความขัดแย้งด้วยตัวเอง

ตัวอย่างการปฏิบัติในครอบครัว

Haidt ให้ตัวอย่างของครอบครัว Johnson ที่ใช้หลัก “no screens in bedrooms” คือห้องนอนต้องปลอดหน้าจอ ทุกคนในครอบครัว รวมทั้งพ่อแม่ ต้องชาร์จโทรศัพท์และแท็บเล็ตนอกห้องนอน

ผลลัพธ์ คือเด็กๆ นอนหลับดีขึ้น มีเวลาอ่านหนังสือก่อนนอน และตื่นมาสดชื่น พ่อแม่เองก็นอนหลับดีขึ้น และมีเวลาคุยกันมากขึ้น

เรื่องราวจากประเทศอื่น

ผู้เขียนยกตัวอย่างจากประเทศนอร์เวย์ ที่รัฐบาลออกกฎหมายห้ามโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และประเทศฝรั่งเศสที่ห้ามสมาร์ทโฟนในโรงเรียน

ผลลัพธ์จากประเทศเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เด็กมีการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีขึ้น เรียนได้ดีขึ้น และมีปัญหาสุขภาพจิตน้อยลง

ข้อเสนอสำหรับผู้ปกครอง

การสร้างกฎในบ้าน

  • กำหนด “digital sabbath” คือวันหรือช่วงเวลาที่ทุกคนในครอบครัวไม่ใช้อุปกรณ์ดิจิทัล
  • ตั้งเวลา “family dinner” ที่ทุกคนต้องปิดโทรศัพท์ นั่งคุยกัน
  • สร้าง “charging station” นอกห้องนอน ให้ทุกคนนำอุปกรณ์ไปชาร์จที่นั่น

การเป็นแบบอย่าง

พ่อแม่เองต้องใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ ไม่ใช้โทรศัพท์ตอนคุยกับลูก ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะขับรถหรือทานข้าว

การสร้างกิจกรรมทางเลือก

จัดกิจกรรมที่สนุกและท้าทาย เช่น การเดินป่า การทำอาหารร่วมกัน การเล่นกีฬา หรือการทำงานฝีมือ เพื่อให้เด็กมีทางเลือกอื่นนอกจากหน้าจอ

ข้อความสุดท้ายจากผู้เขียน

Haidt สรุปว่า เราอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญ เราสามารถเลือกได้ว่าจะปล่อยให้เทคโนโลยีควบคุมชีวิตของเด็กๆ ต่อไป หรือจะหาทางสร้างสมดุล

เขาเชื่อว่าถ้าเราร่วมมือกันในฐานะผู้ปกครอง ครู และสังคม เราสามารถคืนวัยเด็กที่มีความสุข สุขภาพจิตที่ดี และพร้อมรับมือกับโลกแห่งความเป็นจริงให้กับเด็กรุ่นต่อไปได้

การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ถ้าเราเริ่มวันนี้ การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ จะสะสมเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่จะช่วยให้เด็กๆ ของเรามีอนาคตที่สดใส

“วัยเด็กไม่ควรเป็นช่วงเวลาแห่งความวิตกกังวลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ควรเป็นช่วงเวลาแห่งการสำรวจ การเรียนรู้ และการเติบโตอย่างมีความสุข” – Jonathan Haidt


หนังสือ “The Anxious Generation” เป็นมากกว่าเพียงการวิเคราะห์ปัญหา แต่เป็นแผนที่นำทางสำหรับพ่อแม่และสังคมในการปกป้องเด็กๆ จากวิกฤตสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล

การอ่านหนังสือเล่มนี้อาจทำให้เราตระหนักว่า บางทีสิ่งที่เราคิดว่าเป็น “ความก้าวหน้า” อาจกลับกลายเป็นการถอยหลัง และบางทีการเป็น “พ่อแม่โบราณ” ที่จำกัดเทคโนโลยีให้ลูก อาจเป็นการปกป้องสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือ วัยเด็กที่มีความสุขและจิตใจที่แข็งแกร่งของพวกเขา

#hrรีพอร์ต

Posted in

Leave a comment