บทนำ: ความฝันที่ไม่เป็นจริง
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคุณอยู่ในแคลิฟอร์เนีย และอยากไปซานฟรานซิสโกจากลอสแองเจลิส แทนที่จะขับรถติดรถนาน 6-8 ชั่วโมง คุณสามารถนั่งรถไฟความเร็วสูงไปได้ในเวลาแค่ 2-3 ชั่วโมง เหมือนกับที่คนญี่ปุ่นหรือฝรั่งเศสทำกันอยู่ทุกวันนี้
แต่ความจริงคือ โครงการรถไฟความเร็วสูงของแคลิฟอร์เนียเริ่มวางแผนตั้งแต่ปี 1982 ใช้เงินไปแล้วหลายหมื่นล้านดอลลาร์ แต่หลังจากผ่านไป 40 กว่าปี รางรถไฟยังวางไม่เสร็จ และอาจจะไม่มีวันเสร็จเลย
นี่คือเรื่องราวที่ Ezra Klein และ Derek Thompson สองนักข่าวชื่อดังใช้เปิดหนังสือ “Abundance” เพื่อถามคำถามใหญ่ว่า: ทำไมประเทศที่ร่ำรวยและทันสมัยที่สุดในโลกอย่างอเมริกา ถึงสร้างอะไรได้ช้าและยากขนาดนี้?
ปัญหาที่แท้จริง: อเมริกาที่ลืมวิธีสร้าง
เมื่อการป้องกันกลายเป็นการขัดขวาง
Klein และ Thompson อธิบายว่า ในช่วง 40-50 ปีที่ผ่านมา การเมืองแบบเสรีนิยม (Liberal) ของอเมริกาเปลี่ยนไปจากเดิม หากในอดีตเสรีนิยมหมายถึงการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อให้ชีวิตคนดีขึ้น เช่น การสร้างระบบประกันสังคม การทำโครงการ New Deal ของประธานาธิบดี Franklin Roosevelt
แต่ตั้งแต่ยุค 1970s เป็นต้นมา เสรีนิยมกลับไปเน้นการ “ป้องกัน” มากกว่าการ “สร้าง” พวกเขาใส่ใจเรื่องการไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม การปกป้องสิทธิของชุมชน การป้องกันไม่ให้เกิดการเอารีดเอาเปรียบ
เป้าหมายเหล่านี้ดีในตัวเอง แต่กลายเป็นว่า กฎระเบียบและขั้นตอนที่ซับซ้อนเหล่านี้ กลับไปขัดขวางการสร้างสิ่งดีๆ ที่จำเป็นสำหรับอนาคต
ตัวอย่างปัญหาจริงในชีวิตประจำวัน
เรื่องบ้าน: ในเมืองใหญ่ที่เสรีนิยมปกครอง เช่น ซานฟรานซิสโก นิวยอร์ก หรือลอสแองเจลิส บ้านราคาแพงมาก คนหนุ่มสาวที่จบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ หาบ้านเช่าไม่ได้ ต้องอยู่กับพ่อแม่ต่อไป
ทำไมถึงเป็นแบบนี้? เพราะกฎการแบ่งเขต (Zoning Laws) และกฎระเบียบต่างๆ ทำให้สร้างบ้านใหม่ได้ยาก ต้องผ่านการประชุมชุมชนนานหลายปี ต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ต้องผ่านการอนุมัติหลายขั้นตอน
ผลคือ อุปสงค์มีมาก แต่อุปทานน้อย ราคาบ้านจึงพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
เรื่องพลังงานสะอาด: ทุกคนเห็นด้วยว่าต้องใช้พลังงานลมและแสงอาทิตย์ แต่การสร้างฟาร์มผลิตไฟจากแสงอาทิตย์ชุดหนึ่ง ต้องใช้เวลาหลายปีในการขออนุญาต ต้องทำการศึกษาผลกระทบต่อสัตว์ป่า ต้องผ่านการฟ้องร้องจากชุมชน
ระหว่างนั้น โรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติก็ยังเดินเครื่องอยู่ ปล่อยคาร์บอนออกมาทุกวัน
เรื่องการขนส่งมวลชน: ทุกเมืองใหญ่ต้องการรถไฟฟ้า รถบัส และระบบขนส่งมวลชนที่ดี แต่การสร้างรถไฟใต้ดินสายหนึ่งในนิวยอร์กใช้เวลาและเงินมากกว่าการสร้างรถไฟใต้ดินทั้งระบบในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้
รากเหง้าของปัญหา: วัฒนธรรมแห่งความขาดแคลน
ความคิดแบบ Zero-Sum Game
Klein และ Thompson ชี้ให้เห็นว่า คนอเมริกันเริ่มคิดแบบ “Zero-Sum Game” หมายความว่า ถ้าใครได้อะไรไป คนอื่นต้องเสียอะไรไป ถ้าเศรษฐกิจดี คนรวยก็จะรวยขึ้น แต่คนจนจะจนลง ถ้าสร้างบ้านใหม่ ก็จะทำลายสิ่งแวดล้อม
แต่ในความเป็นจริง โลกไม่ได้เป็นแบบนั้น เราสามารถสร้างสิ่งใหม่ที่ทำให้ทุกคนได้ประโยชน์ สร้างบ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างเศรษฐกิจที่ทำให้ทั้งคนรวยและคนจนร่ำรวยขึ้นไปด้วยกัน
การเน้นขั้นตอนมากกว่าผลลัพธ์
อีกปัญหาหนึ่งคือ ระบบการเมืองอเมริกันเน้นขั้นตอนมากกว่าผลลัพธ์ มีการประชุม การรับฟังความเห็น การศึกษาผลกระทบ มากมายหลายปี แต่สุดท้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เหมือนคนไข้ที่ป่วยหนัก แต่หมอต้องประชุมกันนานหลายเดือนก่อนจะตัดสินใจรักษา ระหว่างนั้นคนไข้ก็อาจตายไปแล้ว
การกลัวความเสี่ยง
คนอเมริกันเริ่มกลัวความเสี่ยงมากเกินไป กลัวว่าถ้าสร้างอะไรใหม่ อาจจะเกิดปัญหาตามมา เลยเลือกที่จะไม่สร้างอะไรเลย
แต่การไม่สร้างอะไรเลย ก็เป็นความเสี่ยงเหมือนกัน เป็นความเสี่ยงที่จะตกหลังจากประเทศอื่น ความเสี่ยงที่คนหนุ่มสาวจะไม่มีบ้านอยู่ ความเสี่ยงที่จะแก้ปัญหาโลกร้อนไม่ทัน
คำตอบ: Abundance Agenda (วาระความอุดมสมบูรณ์)
หลักการพื้นฐาน: สร้างให้เยอะ สร้างให้เร็ว สร้างให้ดี
แทนที่จะคิดแบบ “มีอะไรน้อยนิด เราต้องแบ่งกันให้ทั่ว” Klein และ Thompson เสนอให้คิดแบบ “เราสร้างให้มีเยอะๆ แล้วทุกคนจะได้มากขึ้น”
วาระความอุดมสมบูรณ์มีหลักการง่ายๆ 3 ข้อ:
- สร้างอุปทานให้เยอะ – บ้าน โรงพยาบาล โรงเรียน พลังงานสะอาด ระบบขนส่ง
- ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น – ตัดกฎระเบียบที่ล้าสมัย ทำให้สร้างได้เร็วขึ้น
- วัดผลจากผลลัพธ์จริง – ไม่ใช่วัดจากการประชุมกี่ครั้ง แต่วัดจากแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า
ตัวอย่างการนำไปใช้จริง
เรื่องบ้าน: แทนที่จะห้ามสร้างตึกสูง ให้เปลี่ยนกฎการแบ่งเขตให้สร้างได้ แทนที่จะใช้เวลา 5 ปีในการขออนุญาต ให้ลดเหลือ 6 เดือน แทนที่จะให้แต่ละชุมชนคัดค้านได้ ให้ดูภาพใหญ่ว่าเมืองทั้งเมืองต้องการบ้านมากแค่ไหน
เรื่องพลังงาน: สร้างฟาร์มโซลาร์เซลล์และกังหันลมให้เร็วขึ้น ลดขั้นตอนการขออนุญาต ให้เน้นไปที่พื้นที่ที่เหมาะสมจริงๆ ไม่ใช่ห้ามทุกพื้นที่
เรื่องการขนส่ง: เรียนรู้จากประเทศอื่นที่สร้างรถไฟได้เร็วและถูก ปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ลดการทุจริต
ความฝันในอนาคต: โลกแห่งความอุดมสมบูรณ์
Klein และ Thompson วาดภาพอนาคตที่น่าใฝ่ฝันไว้ในหนังสือ:
ลองจินตนาการโลกในปี 2035 ที่เทคโนโลยี AI พัฒนาแล้ว ทำให้ผลิตภาพเพิ่มขึ้นมาก คนทำงานแค่วันละ 6 ชั่วโมง หรือสัปดาห์ละ 4 วัน แต่ได้เงินเดือนเท่าเดิมหรือมากกว่า
บ้านราคาถูกเพราะสร้างได้เยอะ เดินทางไปไหนก็สะดวกเพราะมีรถไฟความเร็วสูง รถไฟใต้ดิน และรถบัสไฟฟ้า ไฟฟ้าราคาถูกเพราะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์และลม
อาหารสดใหม่เพราะปลูกในฟาร์มแนวตั้งใกล้เมือง น้ำสะอาดเพราะมีเทคโนโลยีกรองน้ำทะเลที่ดี อากาศสะอาดเพราะไม่มีรถใช้น้ำมัน
เดินทางข้ามมหาสมุทรไปยุโรปแค่ 2 ชั่วโมงด้วยเครื่องบินซูเปอร์โซนิก ค่ารักษาพยาบาลถูกเพราะ AI ช่วยวินิจฉัยและรักษา
การวิจารณ์และข้อโต้แย้ง
ฝ่ายสนับสนุน: ใช่ เราต้องคิดใหญ่อีกครั้ง
นักวิชาการและนักการเมืองหลายคนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะเห็นว่าพรรคเดโมแครตตกหลังในเรื่องการเสนอวิสัยทัศน์ที่ใหญ่และน่าตื่นเต้น
ในอดีต พรรคเดโมแครตมีโครงการใหญ่ๆ เช่น การส่งคนไปดวงจันทร์ การสร้างระบบทางหลวง Interstate การสร้างเขื่อน แต่ตอนนี้กลับเน้นแต่การปกป้องสิ่งที่มีอยู่
David Brooks นักข่าวชื่อดังเขียนว่า หนังสือเล่มนี้ “ช่วยขยายจินตนาการและสร้างความหวัง”
ฝ่ายวิจารณ์: ระวังอย่าให้กลายเป็นการลดกฎระเบียบแบบ Reagan
แต่ก็มีหลายคนวิจารณ์ว่า แนวคิดนี้อาจจะกลายเป็นการลดกฎระเบียบแบบประธานาธิบดี Ronald Reagan ที่เน้นเรื่องตลาดเสรี ลดบทบาทรัฐ และให้บริษัทใหญ่ทำอะไรก็ได้
Zephyr Teachout นักกฎหมายเขียนว่า เธอกังวลว่าแนวคิดนี้จะถูกใช้โดยบริษัทใหญ่เพื่อลดกฎระเบียบที่ปกป้องสิ่งแวดล้อมและคนงาน
นักเขียนอีกกลุ่มหนึ่งบอกว่า ปัญหาของอเมริกาไม่ใช่ความขาดแคลน แต่เป็นการบริโภคมากเกินไป ความเหลื่อมล้ำ และวิกฤตสิ่งแวดล้อม การสร้างให้มากขึ้นอาจจะทำให้ปัญหาเหล่านี้แย่ลง
คำถามใหญ่: ใครจะได้ประโยชน์?
คำถามสำคัญที่นักวิจารณ์ตั้งคือ ถ้าเราสร้างสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้นและเร็วขึ้น ใครจะเป็นคนได้ประโยชน์?
ถ้าเป็นเหมือนยุคที่ผ่านมา บริษัทใหญ่และคนรวยอาจจะได้ประโยชน์มากที่สุด ส่วนคนธรรมดาอาจจะได้ประโยชน์น้อย หรือแม้แต่เสียประโยชน์
Klein และ Thompson ตอบว่า พวกเขาไม่ได้เสนอให้ลดกฎระเบียบทุกอย่าง แต่เสนอให้ปรับปรุงกฎระเบียบให้สมาร์ทขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น และมุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาจริง
บทเรียนสำหรับประเทศไทย
สิ่งที่เราทำได้ดี
ประเทศไทยมีข้อดีในเรื่องการสร้างสิ่งต่างๆ ได้เร็วกว่าอเมริกา เช่น การสร้างรถไฟฟ้า BTS และ MRT การสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ การจัดการโควิด-19
เราไม่มีขั้นตอนการขออนุญาตที่ซับซ้อนเหมือนอเมริกา และไม่มีกลุ่มผลประโยชน์ที่มาขัดขวางโครงการต่างๆ มากนัก
สิ่งที่เราควรระวัง
แต่เราก็ควรระวังอย่าไปใส่ขั้นตอนที่ซับซ้อนเกินไป อย่าให้การตรวจสอบและการรับฟังความเห็นกลายเป็นการขัดขวางการพัฒนา
และที่สำคัญ เราต้องมั่นใจว่าการพัฒนาต่างๆ เป็นประโยชน์กับคนทั่วไป ไม่ใช่เป็นประโยชน์กับกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น
สิ่งที่เราควรเรียนรู้
เราควรเรียนรู้การคิดแบบ “abundance mindset” ที่ว่า ปัญหาต่างๆ สามารถแก้ได้ด้วยการสร้างทางเลือกใหม่ๆ ไม่ใช่แค่การแบ่งสิ่งที่มีอยู่
เช่น ปัญหารถติด แก้ได้ด้วยการสร้างระบบขนส่งมวลชนที่ดี ไม่ใช่แค่จำกัดจำนวนรถ ปัญหาค่าครองชีพแพง แก้ได้ด้วยการเพิ่มผลิตภาพและการผลิต ไม่ใช่แค่การควบคุมราคา
สรุป: เรื่องราวที่ยังไม่จบ
หนังสือ “Abundance” ของ Klein และ Thompson คือเรื่องราวของประเทศที่เคยเป็นผู้นำโลกในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แต่กลับมาติดอยู่ในกรอบความคิดแบบเก่า ไม่กล้าฝัน ไม่กล้าสร้าง
พวกเขาเสนอให้อเมริกากลับมาเป็นประเทศที่คิดใหญ่ สร้างใหญ่ และฝันใหญ่อีกครั้ง แต่คราวนี้ต้องทำให้ดีกว่าเดิม ยั่งยืนกว่าเดิม และเป็นธรรมกว่าเดิม
ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของพวกเขา หนังสือเล่มนี้ท้าทายให้เราคิดใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล การพัฒนา และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน
คำถามใหญ่ที่หนังสือเล่มนี้ทิ้งไว้คือ: เราจะสร้างอนาคตที่ทุกคนมีความอุดมสมบูรณ์ได้อย่างไร โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และไม่เพิ่มความเหลื่อมล้ำ?
นี่คือคำถามที่ไม่ใช่แค่อเมริกา แต่ทุกประเทศในโลกต้องหาคำตอบ รวมทั้งประเทศไทยของเราด้วย
#hrรีพอร์ต
Leave a comment