เมื่อ Arthur C. Brooks อายุ 48 ปี เขารู้สึกเหมือนกำลังเดินลงเนิน หลังจากที่เป็นนักวิชาการชื่อดังและผู้บริหารองค์กรระดับสูงมาหลายปี เขาเริ่มรู้สึกว่าความสามารถในการคิดแก้ปัญหาซับซ้อนๆ ไม่แหลมคมเหมือนแต่ก่อน การเขียนงานวิจัยใช้เวลานานขึ้น ไอเดียใหม่ๆ ก็ไม่ค่อยมา
“นี่คือจุดจบของความเก่งของฉันแล้วหรือ?” Brooks เคยถามตัวเองแบบนี้ และเขาไม่ใช่คนเดียวที่เจอปัญหาแบบนี้
วิกฤตของคนวัยกลางคน
เรื่องราวของ Brooks เริ่มต้นจากการสังเกตพบว่า หลายคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน เมื่อเข้าสู่วัย 40-50 กลับรู้สึกเศร้า วิตกกังวล และหาใจความหมายในชีวิตไม่เจอ แม้ว่าภายนอกจะดูประสบความสำเร็จ มีเงิน มีชื่อเสียง แต่ข้างในกลับรู้สึกว่างเปล่า
ยกตัวอย่างเช่น Charles Darwin นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ เขาค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการตอนอายุ 29 ปี หลังจากนั้นแม้จะมีชีวิตอยู่อีกกว่า 40 ปี แต่ไม่เคยทำงานที่ยิ่งใหญ่เท่านั้นอีกเลย เขาเองก็รู้สึกผิดหวังกับตัวเองมาก
หรือ Einstein ที่ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษตอนอายุ 26 ปี ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปตอนอายุ 36 ปี แต่หลังจากนั้นใช้เวลาครึ่งหลังของชีวิตพยายามหา “ทฤษฎีรวม” แต่ไม่สำเร็จ
เส้นโค้งแห่งความสามารถ 2 แบบ
Brooks อธิบายว่า นักจิตวิทยาพบว่าความฉลาดของมนุษย์มี 2 แบบ:
1. Fluid Intelligence (ความฉลาดเหลว): เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาใหม่ๆ คิดเร็ว จำได้เยอะ ประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็ว ความฉลาดแบบนี้จะพีคราวๆ อายุ 20-30 ปี แล้วค่อยๆ ลดลงหลัง 40
2. Crystallized Intelligence (ความฉลาดแข็ง): เป็นความรู้และภูมิปัญญาที่สะสมมาจากประสบการณ์ ความเข้าใจในชีวิต การตัดสินใจด้วยสติปัญญา ความฉลาดแบบนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดชีวิต
ลองจินตนาการดู นักฟุตบอลอายุ 20 วิ่งได้เร็ว กระโดดสูง แต่พอ 35 แล้วเริ่มช้าลง แต่เขาอ่านเกมได้ดีขึ้น รู้จุดอ่อนจุดแข็งของคู่แข่ง วางตำแหน่งได้ดี นี่คือตัวอย่างของความฉลาด 2 แบบ
เรื่องเล่าของ Brooks
Brooks เองก็เจอปัญหานี้ เขาเล่าว่า เมื่อก่อนเขาเขียนหนังสือใหม่ได้ปีละเล่ม ทำงานวิจัยซับซ้อนๆ ได้อย่างง่ายดาย แต่พออายุ 48 แล้ว เขารู้สึกว่าทำอะไรช้าลง คิดไม่ออก เหมือนกับสมองเป็นสนิม
ตอนแรกเขาพยายามดิ้นรน อยากจะกลับไปเป็นคนเก่งแบบเดิม แต่ยิ่งพยายามยิ่งผิดหวัง จนวันหนึ่งเขาไปพบหมอจิตเวช หมอบอกว่า “คุณกำลังเศร้าเพราะยึดติดกับความเก่งในอดีต ทำไมไม่ลองหาจุดแข็งแบบใหม่ดู?”
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาเปลี่ยนมุมมอง เขาเริ่มมองว่า การที่ความสามารถแบบเก่าลดลง ไม่ได้หมายความว่าเขาหมดค่า แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ใช้ความสามารถแบบใหม่
การเปลี่ยนจาก “ได้” เป็น “ให้”
Brooks พบว่า คนที่มีความสุขในช่วงครึ่งหลังของชีวิต คือคนที่เปลี่ยนจากการ “ได้” มาเป็นการ “ให้”
ตัวอย่างที่ 1: วาเลนติน เขาเล่าเรื่องของ วาเลนติน ชายชราอายุ 70 ปีที่เขาไปเจอตอนขึ้นรถไฟที่สเปน วาเลนติน เคยเป็นนักธุรกิจที่รวยมาก แต่ตอนนี้เขาทำงานเป็นมัคคุเทศก์ให้ผู้คนที่มาเที่ยวสเปน เขาดูมีความสุขมาก
เมื่อ Brooks ถามว่า “ทำไมไม่ไปพักผ่อนให้สบาย?” วาเลนติน ตอบว่า “ตอนหนุ่มๆ ผมทำธุรกิจเพื่อหาเงิน ตอนนี้ผมอยากให้คนอื่นได้เห็นความสวยงามของบ้านเกิดผม นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขมากที่สุดในชีวิต”
ตัวอย่างที่ 2: ยายบ้านข้างๆ Brooks เล่าถึงยายบ้านข้างบ้านเขา เธอเคยเป็นครูใหญ่โรงเรียนมัธยม เกษียณแล้ว แต่ยังคงสอนหนังสือให้เด็กๆ ในชุมชนฟรี เธอบอกว่า “ตอนทำงาน ฉันต้องกังวลเรื่องเงิน เรื่องตำแหน่ง แต่ตอนนี้ฉันสอนเพราะรัก ไม่มีอะไรกดดันเลย”
4 เสาหลักของความสุข
Brooks ค้นพบว่า คนที่มีความสุขในวัยหลัง มักจะมี 4 สิ่งนี้ในชีวิต:
1. ศรัทธา/จิตวิญญาณ
ไม่จำเป็นต้องเป็นศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นการมีความเชื่อในสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเรา อาจเป็นการทำสมาธิ โยคะ หรือแม้แต่การอยู่กับธรรมชาติ
เขายกตัวอย่าง Steve Jobs ที่เคยบอกว่า การทำสมาธิเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเขา มากกว่าการสร้างบริษัท Apple ด้วยซ้ำ
2. ครอบครัว
ไม่ใช่แค่มีครอบครัว แต่ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดี ใส่ใจกัน
Brooks เล่าว่า ตอนเขาวิกฤต เขาใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น เล่นกับลูก คุยกับภรรยา ทำให้เขารู้สึกมีความสุขมากขึ้น
3. เพื่อน
มิตรภาพที่แท้จริง ไม่ใช่เพื่อนในการทำงานหรือคนที่รู้จักผิวเผิน แต่เป็นคนที่เราพูดคุยเรื่องลึกๆ ได้
เขายกตัวอย่างงานวิจัยที่พบว่า คนที่มีเพื่อนสนิท 3-5 คน จะมีความสุขมากกว่าคนที่มีเพื่อนเยอะ แต่ไม่สนิท
4. งาน
งานที่ให้ความหมาย ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่งานที่ทำเพื่อเงินหรือชื่อเสียงอย่างเดียว
การเปลี่ยนแปลงตัวเอง
Brooks แนะนำวิธีการเปลี่ยนแปลงตัวเองดังนี้:
หยุดเปรียบเทียบ
อย่าไปเทียบตัวเองตอน 50 กับตอน 30 เหมือนกับไม่ควรเอาคะแนนสอบมัธยมมาเทียบกับคะแนนสอบประถม คนละขั้นกัน
เขายกตัวอย่าง เหรียญทองโอลิมปิกจากประเทศต่างๆ นักกีฬาส่วนใหญ่จะมีความสุขมากที่สุดในวันที่ได้เหรียญ หลังจากนั้นจะเศร้าเพราะไม่มีอะไรจะแข่งแล้ว แต่คนที่ปรับตัวได้ จะไปเป็นโค้ช สอนคนอื่น แทน
เริ่มสอนและถ่ายทอด
หาคนที่เก่งน้อยกว่าเรามาสอน Brooks เองเปลี่ยนจากการทำวิจัยเพื่อตัวเอง มาเป็นการสอนนักศึกษา เขาพบว่าการเห็นศิษย์ประสบความสำเร็จ ทำให้เขามีความสุขมากกว่าการประสบความสำเร็จเอง
สร้างความสัมพันธ์
ลงทุนเวลาไปกับคนที่เรารัก แทนที่จะไปเสียเวลาเอาชนะคู่แข่งในงาน
เขาเล่าว่า การที่เขาไปรับลูกที่โรงเรียน แล้วแวะซื้อไอศกรีมทาน ทำให้เขามีความสุขมากกว่าการได้รางวัลอะไรๆ ในงาน
หาความหมายในสิ่งที่ทำ
ถามตัวเองว่า สิ่งที่เราทำช่วยให้โลกนี้ดีขึ้นได้อย่างไร?
Brooks ยกตัวอย่าง คนขับแท็กซี่คนหนึ่งที่เขาเจอ คนนี้ดูมีความสุขมาก เมื่อถามแล้วพบว่า เขามองงานของตัวเองว่าไม่ใช่แค่ขับรถ แต่เป็นการช่วยให้คนได้ไปในที่ที่เขาต้องการ บางครั้งได้คุยปลอบใจคนที่เศร้า หรือแนะนำเส้นทางที่ดีให้นักท่องเที่ยว
สรุปจากประสบการณ์จริง
หลังจากที่ Brooks เปลี่ยนแปลงตัวเอง เขาพบว่า:
เขามีความสุขมากขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้เก่งเหมือนแต่ก่อน แต่เขาได้ความสุขจากการช่วยเหลือผู้อื่น
ความสัมพันธ์ดีขึ้น เขาใกล้ชิดกับครอบครัวมากขึ้น มีเพื่อนที่คุยใจได้
งานมีความหมาย เขาเปลี่ยนจากการทำงานวิจัยเพื่อชื่อเสียง มาเป็นการเขียนหนังสือเพื่อช่วยให้คนอื่นมีความสุข
สำคัญที่สุด เขาไม่ได้หยุดเติบโต แต่เปลี่ยนรูปแบบการเติบโต จากการเติบโตเพื่อตัวเอง มาเป็นการเติบโตเพื่อผู้อื่น
ข้อคิดสำหรับเรา
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกว่า เราต้องยอมแพ้ต่อความแก่ แต่บอกว่า ความแก่เป็นโอกาสให้เราได้เติบโตในมิติใหม่
เหมือนกับต้นไผ่ เมื่อยังอ่อนจะงอได้ง่าย แต่เมื่อแก่แล้วจะแข็งแรง มั่นคง ไม่โค่นง่าย และให้ร่มเงาแก่คนอื่น
สำหรับใครที่กำลังรู้สึกว่า ความเก่งเริ่มจาง อย่าเศร้า แต่ลองถามตัวเองว่า “ทีนี้เราจะใช้ความรู้และประสบการณ์ที่มี ไปช่วยให้โลกนี้ดีขึ้นได้อย่างไร?”
นั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขที่แท้จริงในชีวิต ความสุขที่ไม่ได้มาจากการแข่งขันหรือการเปรียบเทียบ แต่มาจากการรู้สึกว่า เรามีคุณค่าและมีส่วนทำให้โลกนี้ดีขึ้น ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม
#hrรีพอร์ต
Leave a comment