เมื่อความสำเร็จมาจากการ “หายตัว” จากโลก

มีนักเขียนคนหนึ่งชื่อ J.K. Rowling ผู้เขียนแฮร์รี่ พอตเตอร์ เมื่อเธอกำลังเขียนหนังสือเล่มสุดท้ายของซีรีส์ เธอได้ไปเช่าห้องในโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในเอดินเบิร์ก ประเทศสกอตแลนด์ โดยเธอปิดอินเทอร์เน็ต ปิดโทรศัพท์ และใช้เวลาทั้งวันนั่งเขียน มีแค่กระดาษ ปากกา และความคิดของเธอเท่านั้น

ผลลัพธ์คืออะไร? หนังสือที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์และสร้างรายได้หลายพันล้านดอลลาร์

นี่คือพลังของสิ่งที่ Cal Newport เรียกว่า “Deep Work” หรือการทำงานลึก

Deep Work คืออะไร? ทำไมจึงสำคัญ?

ลองนึกภาพว่าสมองของเราเป็นเหมือนสระน้ำใส เมื่อเราทำงานโดยไม่มีสิ่งรบกวน เราจะสามารถดำลึกลงไปในสระน้ำนี้ได้ ยิ่งดำลึกเท่าไร เราก็ยิ่งจะเห็นสมบัติที่ซ่อนอยู่ในก้นสระมากขึ้น

แต่ถ้าพื้นผิวน้ำมีคลื่นเล็กคลื่นน้อยอยู่ตลอดเวลา (เปรียบเสมือนการแจ้งเตือนจากมือถือ อีเมล หรือโซเชียลมีเดีย) เราก็จะไม่สามารถดำน้ำลึกได้เลย

Cal Newport นิยาม Deep Work ไว้ว่า “กิจกรรมทางวิชาชีพที่ต้องใช้สมาธิอย่างเต็มที่ โดยไม่มีสิ่งรบกวน ซึ่งจะผลักดันขีดความสามารถทางปัญญาของเราให้ไปถึงขีดจำกัด และสร้างคุณค่าใหม่ๆ ปรับปรุงทักษะ และทำสิ่งที่ยากให้เกิดขึ้น”

เรื่องเล่าจากโลกแห่งความวุ่นวาย

เมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว มีการศึกษาจากมหาวิทยาลัย California Irvine พบว่า คนทำงานออฟฟิศทั่วไปจะถูกรบกวนทุก 11 นาที และใช้เวลาเฉลี่ย 25 นาทีในการกลับมาโฟกัสที่งานเดิม

ลองคิดดูสิ ถ้าเราเริ่มทำงานตอน 9 โมงเช้า และถูกรบกวนทุก 11 นาที แล้วใช้เวลา 25 นาทีในการกลับมาโฟกัส นั่นหมายความว่าในหนึ่งวันเราแทบจะไม่มีเวลา “ทำงานลึก” เลย

ยิ่งแย่ไปกว่านั้น เราอาจจะคิดว่าเราทำงานได้หลายอย่างพร้อมกัน (multitasking) แต่ความจริงแล้ว สมองของเราไม่สามารถทำหลายอย่างพร้อมกันได้จริงๆ มันเป็นการสลับไปมาอย่างรวดเร็วเท่านั้น และการสลับนี้ทำให้เราเสียพลังงานและประสิทธิภาพไป

มีผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งเล่าว่า “ผมใช้เวลาทั้งวันตอบอีเมล ไปประชุม และรับโทรศัพท์ พอถึงเย็นแล้วรู้สึกเหนื่อยมาก แต่ไม่รู้ว่าผมทำอะไรให้กับบริษัทไปบ้างจริงๆ”

ศิลปินแห่งการทำงานลึก

Bill Gates และสัปดาห์แห่งการคิด

Bill Gates มีประเพณีที่เรียกว่า “Think Week” คือการหายตัวไป 2 สัปดาห์ในปีไปอยู่กระท่อมเล็กๆ ริมทะเลสาบ โดยไม่มีใครติดตามได้ เขาจะเอาเอกสาร หนังสือ และข้อเสนอโครงการต่างๆ ไปอ่านและคิดอย่างลึกซึ้ง

ในช่วง Think Week เหล่านี้ Gates ได้คิดค้นไอเดียสำคัญมากมาย รวมถึงการตัดสินใจเปลี่ยนทิศทาง Microsoft จากซอฟต์แวร์เพื่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไปสู่อินเทอร์เน็ต ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัท

Adam Grant นักจิตวิทยาผู้มีผลงานล้นหลาม

Adam Grant ศาสตราจารY จากมหาวิทยาลัย Wharton เป็นนักจิตวิทยาองค์กรที่อายุยังไม่ถึง 35 แต่มีผลงานตีพิมพ์มากกว่าคนที่มีประสบการณ์สูงกว่า เขาทำได้ยังไง?

Grant ใช้เทคนิคที่เขาเรียกว่า “batching” คือการแบ่งเวลาเป็นก้อนใหญ่ๆ และใช้แต่ละก้อนทำงานประเภทเดียวกัน เช่น เขาจะใช้ 3-4 เดือนเขียนงานวิจัยอย่างเข้มข้น โดยไม่ทำงานอื่น จากนั้นอีก 2-3 เดือนจะใช้สอนหนังสือและให้คำปรึกษา

เขาบอกว่า “การสลับระหว่างการเขียนและการสอนทำให้ผมเสียพลังงานไปมาก แต่การรวมงานเดียวกันไว้ด้วยกันทำให้ผมทำงานได้อย่างลื่นไหล”

4 กฎทองของการทำงานลึก

กฎที่ 1: ทำงานลึกให้ได้

การที่จะทำงานลึกได้ เราต้องสร้างระบบที่ชัดเจน ไม่ใช่พึ่งแค่แรงจูงใจหรือความมีระเบียบ

วิธี Monastic (วิธีของนักบวช) เหมือน Donald Knuth นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชื่อดัง ที่ประกาศว่าเขาไม่ใช้อีเมลเลย และขอให้คนที่ต้องการติดต่อส่งจดหมายธรรมดามาแทน เขาจะใช้เวลาเกือบทั้งวันทำงานวิจัยและเขียนหนังสือ

วิธี Bimodal (วิธีสองแบบ) เหมือน Adam Grant ที่แบ่งเวลาเป็นช่วงๆ ชัดเจน บางช่วงทำงานลึกเต็มที่ บางช่วงทำงานปกติ

วิธี Rhythmic (วิธีจังหวะประจำ) เหมือนนักเขียนคนหนึ่งที่ตื่นมาตี 5 ทุกวัน เขียนหนังสือ 3 ชั่วโมงก่อนไปทำงานประจำ ในรอบ 1 ปีเขาเขียนหนังสือจบ 2 เล่ม

วิธี Journalistic (วิธีนักข่าว) คือการสลับไปมาระหว่างโหมดลึกและโหมดตื้น ตามความเหมาะสม แต่วิธีนี้ใช้ได้กับคนที่มีประสบการณ์แล้วเท่านั้น

กฎที่ 2: เลิกใช้โซเชียลมีเดีย

Newport ไม่ได้บอกให้เลิกใช้เทคโนโลยีทั้งหมด แต่ให้เลือกใช้อย่างชาญฉลาด

เขาเล่าเรื่องของช่างเหล็กโบราณที่เลือกใช้แค่เครื่องมือที่ดีที่สุดเท่านั้น ไม่ใช่เอาเครื่องมือทุกอย่างในร้านมาใช้

เทคนิค 30 วัน ลองหยุดใช้โซเชียลมีเดียทั้งหมด 30 วัน แล้วถามตัวเองว่า:

  1. ชีวิตผมจะแย่ลงมากไหมถ้าไม่มีมัน?
  2. คนอื่นสนใจไหมว่าผมหายไปจากโซเชียล?

ถ้าคำตอบคือ “ไม่” ให้เลิกใช้ไปเลย ถ้าคำตอบคือ “ใช่” ให้กลับมาใช้แต่อย่างมีสติ

มีผู้บริหารคนหนึ่งลองทำดู หลังจาก 30 วัน เขาพบว่าตัวเองไม่ได้คิดถึง Facebook เลย และเขาใช้เวลาที่เหลือไปเล่นกีตาร์และอ่านหนังสือแทน ผลสุดท้าย เขาตัดสินใจลบบัญชีโซเชียลทุกอัน

กฎที่ 3: อย่ากลัวความเบื่อ

ในยุคที่ทุกอย่างต้องไว ต้องมีสีสัน เราได้สูญเสียความสามารถในการอดทนไป

Newport เล่าเรื่องนักธุรกิจคนหนึ่งที่ได้ไอเดียธุรกิจใหม่ตอนกำลังนั่งรอรถไฟเหมือนเดิม โดยไม่ได้เอามือถือมาดู เขาแค่นั่งคิดเฉยๆ แล้วนึกขึ้นได้ว่า “ทำไมไม่มีใครทำธุรกิจแบบนี้นะ?”

การฝึกสมาธิ

  • ลองเดินโดยไม่เปิดเพลง ไม่ดูมือถือ
  • รอลิฟต์โดยไม่เอามือถือมาดู
  • นั่งกินข้าวโดยไม่เปิดทีวีหรือดูมือถือ

สิ่งเหล่านี้ฟังดูง่าย แต่ลองทำดูสิ เราจะรู้ว่าสมองของเราติดยาความบันเทิงแค่ไหน

กฎที่ 4: ลดความสำคัญของอีเมล

Newport เปรียบอีเมลว่าเหมือนการเป็น “ผู้ช่วยส่วนตัวให้คนทั้งโลก” โดยไม่ได้รับค่าแรง

เขาแนะนำให้เขียนอีเมลแบบ “process-centric” คือเขียนให้ชัดเจนว่าต้องการอะไร ขั้นตอนไหนบ้าง และเมื่อไหร่

แทนที่จะเขียนว่า: “คุยกันเรื่องโปรเจกต์หน่อย”

ให้เขียนว่า: “ผมอยากคุยเรื่องโปรเจกต์ ABC โดยมีประเด็นหลัก 3 ข้อ: งบประมาณ ระยะเวลา และทีมงาน ผมว่าน่าจะนัดกัน 1 ชั่วโมงในสัปดาหน์หน้า วันจันทร์ 14.00-15.00 หรือวันพุธ 10.00-11.00 สะดวกไหม?”

วิธีนี้จะลดอีเมลไปมาและทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เทคนิคขั้นสูงสำหรับการทำงานให้ลึก

การวัดผลและให้คะแนนตัวเอง

Jerry Seinfeld นักตลกชื่อดัง มีเทคนิคเรียบง่ายแต่ทรงพลัง เขาจะติดปฏิทินขนาดใหญ่ไว้ที่ฝาผนัง และทำเครื่องหมาย X สีแดงทุกวันที่เขาเขียนตลก เป้าหมายคือทำให้เกิดสายโซ่ X ที่ไม่ขาด

เราสามารถประยุกต์ใช้โดยนับชั่วโมงที่ทำ Deep Work ได้ในแต่ละวัน และพยายามสร้างสถิติให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

เทคนิคเดินคิด (Productive Meditation)

Einstein เคยบอกว่าเขาได้ไอเดียดีๆ ตอนเดินเล่น Darwin ก็เช่นกัน เขาสร้างทางเดินในสวนบ้านและเดินคิดปัญหาทุกวัน

วิธีทำ: เลือกปัญหาหนึ่งก่อนออกเดิน จากนั้นใช้เวลาเดินคิดแค่ปัญหานั้นเท่านั้น เมื่อสมองเริ่มฟุ้งซ่าน ให้ดึงมันกลับมาที่ปัญหาเดิม

การจำข้อมูลเพื่อฝึกสมาธิ

เหมือนนักกีฬาที่ต้องฝึกซ้อมเพื่อความแข็งแกร่ง สมองเราก็ต้องฝึกเพื่อความสามารถในการโฟกัส

Newport แนะนำให้ท่องบทกวี ท่องเนื้อเพลง หรือจำเบอร์โทรศัพท์ เป็นประจำ เพื่อฝึกให้สมองชินกับการจดจ่อกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด

เรื่องเล่าจากคนธรรมดาที่ใช้ Deep Work

เจ้าของร้านกาแฟเล็กๆ

มีเจ้าของร้านกาแฟเล็กๆ คนหนึ่ง หลังจากปิดร้านทุกวันเวลา 15.00 เขาจะใช้เวลา 2 ชั่วโมงวางแผนธุรกิจ ศึกษาเทรนด์ใหม่ และคิดเมนูใหม่ๆ โดยปิดโทรศัพท์และใส่ป้าย “ไม่รับรับสมัครงาน ไม่รับเซลล์ประกัน”

ผลลัพธ์คือ ในรอบ 2 ปีร้านของเขากลายเป็นร้านกาแฟดังของย่าน และเขาเปิดสาขาที่ 2 ได้สำเร็จ

นักเรียนมัธยมที่สอบติดมหาวิทยาลัยในฝัน

น้องสาวคนหนึ่งได้เรียนรู้เรื่อง Deep Work จากพี่ชาย เธอตัดสินใจลบแอพเกมส์และโซเชียลทั้งหมดออกจากมือถือ แล้วใช้เวลาหลังเลิกเรียน 3 ชั่วโมงทำการบ้านและอ่านหนังสือเสริมอย่างจริงจัง

เมื่อก่อน เธอจะทำการบ้าน 1 ชั่วโมงแต่ใช้เวลา 3 ชั่วโมง เพราะเล่นโทรศัพท์ไปด้วย หลังใช้เทคนิค Deep Work เธอทำการบ้านจบใน 1 ชั่วโมงจริงๆ และมีเวลาเหลืออ่านหนังสือเสริม

ผลสุดท้าย เธอสอบติดคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยที่ตัวเองฟันฝัน

อุปสรรคที่ต้องเผชิญ

ความรู้สึกผิดที่ไม่ตอบข้อความทันที

ในสังคมที่คาดหวังการตอบสนองแบบทันที การที่เราไม่ตอบ Line หรืออีเมลทันทีอาจทำให้รู้สึกผิด

Newport แนะนำให้ตั้งความคาดหวังที่ชัดเจน เช่น “ผมจะตอบอีเมลทุกวันเวลา 16.00 และ 19.00 เท่านั้น หากเป็นเหตุด่วนกรุณาโทรมา”

การต่อต้านจากเพื่อนร่วมงาน

อาจมีคนบ่นว่าเราหาตัวยาก ไม่เข้าสังคม Newport บอกว่าต้องอธิบายให้เข้าใจว่าเรากำลังทำงานสำคัญที่ต้องการสมาธิ และเวลาที่เราได้จากการทำงานลึกจะช่วยให้เราทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดีขึ้นด้วย

ความเหงาและความเบื่อ

การอยู่คนเดียวกับงานเป็นเวลานานอาจทำให้เหงาและเบื่อ นี่คือจุดที่หลายคนยอมแพ้

เคล็ดลับคือเริ่มจากระยะเวลาสั้นๆ เช่น 1 ชั่วโมง แล้วค่อยๆ ยืดเวลาออกไป เหมือนการฝึกวิ่ง เริ่มจาก 1 กิโลแล้วค่อยๆ เพิ่ม

ข้อคิดสำคัญ: Deep Work คือเส้นทางสู่ชีวิทที่มีความหมาย

ในท้ายที่สุดแล้ว หนังสือ Deep Work ไม่ได้พูดแค่เรื่องการทำงานให้มีประสิทธิภาพเท่านั้น มันพูดถึงการใช้ชีวิตที่มีความหมาย

Newport เขียนว่า “ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่เต็มไปด้วยกิจกรรมที่สร้างคุณค่า และการที่จะทำกิจกรรมเหล่านี้ได้ดีจำเป็นต้องมีสมาธิ”

ในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและสิ่งรบกวน คนที่สามารถเงียบลงมาคิดอย่างลึกซึ้งได้จะเป็นเหมือนนักปราชญ์ยุคใหม่ พวกเขาจะสามารถสร้างสิ่งที่มีคุณค่า แก้ปัญหาที่ซับซ้อน และมีชีวิตที่เต็มอิ่มกว่าคนอื่น

การฝึก Deep Work ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันคือหนึ่งในทักษะที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21 เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูล เครื่องจักร และปัญญาประดิษฐ์ สิ่งที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของมนุษย์คือความสามารถในการคิดอย่างลึกซึ้ง สร้างสรรค์ และแก้ปัญหาที่ซับซ้อน

ดังนั้น หากคุณต้องการประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่มีความหมายในยุคดิจิทัล การเรียนรู้ศิลปะแห่งการทำงานลึกอาจจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณจะทำได้

จงเริ่มตั้งแต่วันนี้ ปิดโทรศัพท์ หาที่เงียบๆ และลองดำลงไปในใจของตัวเองดู คุณอาจจะประหลาดใจกับสมบัติที่ซ่อนอยู่ในนั้น

#hrรีพอร์ต

Posted in

Leave a comment