เริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆ

ลองนึกดูสิครับ ถ้าเราย้อนกลับไปเมื่อ 100 ปีที่แล้ว จะเจออะไรบ้าง? ไม่มีสมาร์ทโฟน ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีรถยนต์ไฟฟ้า แม้แต่ทีวีสีก็ยังไม่มี แต่รู้ไหมครับ ถ้าเราไปอ่านหนังสือพิมพ์เมื่อ 100 ปีก่อน จะเจอข่าวที่คุ้นตาจนน่าขนลุก

ข่าวการเมืองที่คนโกรธแค้นกัน ข่าวคนรวยที่โกงเงิน ข่าวคนจนที่อิจฉาคนรวย ข่าวหุ้นที่ขึ้นลงแบบบ้าคลั่ง และข่าวคนที่เชื่อว่า “ครั้งนี้แตกต่าง”

นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของหนังสือ “Same as Ever” ของ Morgan Housel นักเขียนชื่อดังที่เคยเขียนหนังสือ “The Psychology of Money” ที่ขายดีทั่วโลก

เรื่องราวที่ Housel อยากเล่าให้ฟัง

Housel เล่าว่าเขาเป็นคนที่ชอบอ่านประวัติศาสตร์ วันหนึ่งเขาก็สังเกตเห็นว่า แม้โลกจะเปลี่ยนไปมาก แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัยกลับคล้ายๆ กันเสมอ

เขายกตัวอย่างเรื่องการลงทุนในหุ้น เมื่อปี 1929 ตลาดหุ้นอเมริกาพังครั้งใหญ่ คนในยุคนั้นพากันเชื่อว่า “ครั้งนี้แตกต่าง” หุ้นจะขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีวันลง ผลออกมาเป็นยังไง? พังยับ

มาถึงปี 1999-2000 ช่วงที่หุ้นเทคโนโลยีบูม คนก็เชื่อแบบเดิมว่า “ครั้งนี้แตกต่าง” อินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนทุกอย่าง หุ้นจะขึ้นไม่หยุด ผลล่ะ? ก็พังอีก

แล้วมาถึงปี 2008 คราวนี้เป็นเรื่องบ้านที่คนเชื่อว่า “ราคาบ้านไม่มีวันลง” ผลออกมายังไง? พังหนักมาก จนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก

“เห็นไหมครับ” Housel บอก “เทคโนโลยีเปลี่ยน แต่ธรรมชาติของคนไม่เปลี่ยน”

เรื่องแรก: ความโลภและความกลัวที่ไม่มีวันหาย

ให้ลองนึกถึงเพื่อนที่เล่นหุ้น เวลาหุ้นขึ้น เขาจะเล่าให้ฟังว่าได้กำไรเท่าไหร่ แล้วก็ชวนเราเล่นด้วย “ง่ายมาก ไม่มีเสียหรอก” แต่พอหุ้นลง เขาก็เงียบหายไป

นี่คือสิ่งที่ Housel เรียกว่า “ความโลภและความกลัว” ที่เป็นธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์

เขาเล่าเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ เมื่อปี 1637 ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “Tulip Mania” คนทั้งประเทศคลั่งไคล้ดอกทิวลิป ราคาหัวทิวลิป 1 หัวแพงกว่าบ้านหลังหนึ่ง!

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? เพราะคนเห็นเพื่อนบ้านรวยจากการขายทิวลิป เลยอยากรวยบ้าง (ความโลภ) แต่พอฟองสบู่แตก ทุกคนก็กลัวจะขาดทุน เลยขายหมด ทำให้ราคาพุ่งลงจนติดลบ

“เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย” Housel บอก “เปลี่ยนแค่สินค้า แต่จิตใจคนเหมือนเดิม”

เรื่องที่สอง: พลังของเรื่องเล่าที่น่าเชื่อ

Housel เล่าเรื่องน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง เขาถามว่า ทำไมคนเราถึงชอบฟังข่าวลือ มากกว่าอ่านรายงานวิจัยที่มีข้อมูลครบถ้วน?

คำตอบคือ เรื่องเล่าฟังง่าย ข้อมูลดูยาก

เขายกตัวอย่าง ถ้ามีคนมาบอกว่า “หุ้นตัวนี้จะขึ้น เพราะบริษัทกำลังพัฒนาเทคโนโลジีใหม่ที่จะเปลี่ยนโลก” ฟังแล้วน่าเชื่อมาก

แต่ถ้าให้อ่านงบการเงิน 50 หน้า ดูอัตราส่วนทางการเงิน 20 ตัว แล้วคำนวณมูลค่าที่แท้จริง ใครจะอยากทำ?

ผลคือ คนเราเลือกเชื่อเรื่องเล่าที่ฟังง่าย มากกว่าข้อมูลที่ซับซ้อนแต่ถูกต้อง

Housel เล่าว่า ในช่วงปี 1999 มีบริษัทเทคโนโลยีหลายร้อยบริษัทที่เข้าตลาดหุ้น แต่ละบริษัทก็มีเรื่องเล่าที่น่าตื่นเต้น “เราจะเป็นอเมซอนของเอเชีย” “เราจะเป็นกูเกิลของยุโรป”

แต่เมื่อดูงบการเงิน กลับพบว่าส่วนใหญ่ขาดทุน ไม่มีรายได้ที่แน่นอน แต่คนก็ยังซื้อ เพราะเรื่องเล่าน่าฟังกว่าตัวเลข

เรื่องที่สาม: คำว่า “ครั้งนี้แตกต่าง” ที่อันตรายที่สุด

นี่คือประเด็นที่ Housel เน้นหนักที่สุด เขาบอกว่า ถ้อยคำที่อันตรายที่สุดในโลกการเงิน คือ “This time is different” หรือ “ครั้งนี้แตกต่าง”

เขาเล่าเรื่องอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกา ก่อนเกิดวิกฤต 2008 คนทั้งประเทศเชื่อว่า “ราคาบ้านไม่มีวันลง” เพราะ:

  • ประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • ที่ดินมีจำกัด
  • รัฐบาลสนับสนุนให้คนมีบ้านเป็นของตัวเอง

ฟังแล้วสมเหตุสมผลมาก จนธนาคารยอมให้คนที่ไม่มีงาน ไม่มีเงินเดือน กู้เงินซื้อบ้านได้

แต่สิ่งที่พวกเขาลืมคิด คือ เมื่อราคาบ้านสูงเกินตัว คนก็จะซื้อไม่ไหว และเมื่อคนซื้อไม่ไหว ราคาก็ต้องลง

ผลคือ ราคาบ้านพุ่งลงกว่า 30% ธนาคารล้มละลาย คนเสียบ้าน และเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุค 1930

“ธรรมชาติของคนไม่เปลี่ยน” Housel เตือน “ถ้าราคาอะไรสูงเกินตัว ก็จะมีวันลง ไม่ว่าจะมีเหตุผลดีๆ กี่ข้อก็ตาม”

เรื่องที่สี่: พลังของเวลาที่คนมองข้าม

Housel เล่าเรื่องที่น่าคิดเรื่องหนึ่ง เขาถามว่า อะไรคือสิ่งที่ทรงพลังที่สุดในโลก?

คำตอบไม่ใช่เงิน ไม่ใช่อำนาจ แต่คือ “เวลา”

เขายกตัวอย่าง Warren Buffett นักลงทุนที่รวยที่สุดในโลก เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ11 ขวบ ปัจจุบันอายุกว่า 90 ปี

ถ้าเขาเริ่มลงทุนตอนอายุ 30 แทน เขาจะรวยแค่ 1 ใน 50 ของความรวยปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ใช้วิธีการลงทุนแบบเดียวกัน

ความแตกต่างคือ “เวลา”

Housel อธิบายด้วยตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราออมเงิน 1,000 บาทต่อเดือน ดอกเบี้ย 7% ต่อปี:

  • 10 ปีแรก จะได้ประมาณ 170,000 บาท
  • 20 ปีแรก จะได้ประมาณ 520,000 บาท
  • 30 ปีแรก จะได้ประมาณ 1,200,000 บาท
  • 40 ปีแรก จะได้ประมาณ 2,600,000 บาท

“เห็นไหม” เขาบอก “10 ปีสุดท้าย ให้ผลมากกว่า 10 ปีแรกถึง 15 เท่า แม้จะออมเงินเท่าเดิม”

นี่คือพลังของ “compound interest” หรือดอกเบี้ยทบต้น ที่ Einstein เคยบอกว่าเป็น “ปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก”

เรื่องที่ห้า: ความล้มเหลวที่ซ่อนอยู่ในความสำเร็จ

Housel เล่าเรื่องที่หลายคนอาจไม่เคยคิด คือ ความสำเร็จอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลว

เขายกตัวอย่าง บริษัท Blockbuster ที่เคยเป็นราชาให้เช่าหนัง มีสาखากว่า 9,000 แห่งทั่วโลก ในปี 2004 มีรายได้กว่า 6 พันล้านดอลลาร์

แต่พอ Netflix เกิดขึ้น เสนอให้ดูหนังผ่านอินเทอร์เน็ต Blockbuster ก็ไม่สนใจ เพราะคิดว่า “คนต้องการสัมผัสแผ่น DVD จริงๆ” และ “อินเทอร์เน็ตยังช้า ดูหนังไม่ได้”

ผลคือ ภายใน 10 ปี Blockbuster ล้มละลาย ส่วน Netflix กลายเป็นบริษัทมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์

“ปัญหาของ Blockbuster ไม่ใช่ว่าโง่” Housel อธิบาย “แต่เป็นเพราะสำเร็จเกินไป จนไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง”

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก บริษัทที่เคยเป็น number 1 มักจะล้มลงเพราะอยู่ในกรอบเดิม ไม่ยอมเปลี่ยน

เรื่องที่หก: เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

นี่คือประเด็นที่ Housel ถือว่าสำคัญมาก เขาบอกว่า สิ่งที่เปลี่ยนโลกจริงๆ มักจะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด

เขายกตัวอย่าง:

  • อินเทอร์เน็ต: เริ่มจากโครงการทหารที่ต้องการระบบสื่อสารที่ไม่พังง่าย
  • iPhone: เกิดจาก Steve Jobs ที่ไม่พอใจโทรศัพท์ที่มีคีย์บอร์ดเยอะ
  • Facebook: เริ่มจากนักศึกษาที่อยากหาเพื่อนในมหาวิทยาลัย
  • COVID-19: ไม่มีใครคิดว่าไวรัสจะหยุดโลกได้

“สิ่งที่เราคาดหวัง มักไม่เกิด แต่สิ่งที่ไม่คาดคิด กลับเกิดขึ้นจริง” Housel บอก

เขาให้คำแนะนำว่า แทนที่จะพยายามทายอนาคต เราควรเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดคิด

วิธีเตรียมตัวคือ:

  • มีเงินสำรองไว้พอสมควร
  • ไม่เอาเงินทั้งหมดไปลงทุนในที่เดียว
  • เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง

เรื่องที่เจ็ด: คุณค่าของความใจเย็น

Housel เล่าเรื่องที่เขาประทับใจมาก เมื่อปี 2008 ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ หุ้นทั่วโลกตกหนัก คนส่วนใหญ่ตื่นตระหนก ขายหุ้นหมด

แต่มีกลุ่มคนหนึ่งที่ทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม พวกเขาซื้อหุ้นเพิ่ม เพราะรู้ว่า “เมื่อคนอื่นกลัว เราควรโลภ”

ผลออกมายังไง? 10 ปีต่อมา คนที่ขายหุ้นในปี 2008 ยังขาดทุนอยู่ แต่คนที่ซื้อเพิ่มกลับรวยขึ้นหลายเท่า

“ความใจเย็นคือทักษะที่หาค่าไม่ได้” Housel บอก “แต่เป็นทักษะที่ฝึกได้”

วิธีฝึกความใจเย็น:

  • อ่านประวัติศาสตร์ จะเห็นว่าเหตุการณ์เลวร้ายผ่านไปได้เสมอ
  • มองระยะยาว ไม่ติดอยู่กับเหตุการณ์ในช่วงเวลาสั้นๆ
  • มีแผนสำรองเตรียมไว้
  • ไม่ตื่นตระหนกเพราะข่าวสาร

บทสุดท้าย: สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือโอกาสของเรา

Housel จบหนังสือด้วยข้อความที่น่าคิด เขาบอกว่า ในโลกที่ทุกคนคิดว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด การเข้าใจสิ่งที่ไม่เปลี่ยนจะเป็นความได้เปรียบอย่างมาก

สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ:

  • คนเราชอบเรื่องเล่าที่ง่าย มากกว่าข้อมูลที่ซับซ้อน
  • คนเราโลภเมื่อเห็นคนอื่นรวย กลัวเมื่อเห็นคนอื่นขาดทุน
  • คนเราชอบคิดว่า “ครั้งนี้แตกต่าง”
  • เวลาคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
  • สิ่งที่ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นเสมอ
  • ความใจเย็นมีค่ากว่าความฉลาด

“ถ้าเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้” เขาบอก “เราจะตัดสินใจได้ดีกว่าคนอื่น ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแบบไหน”

สิ่งที่เราได้เรียนรู้

หนังสือ “Same as Ever” ไม่ใช่หนังสือที่บอกเราว่าอนาคตจะเป็นยังไง แต่เป็นหนังสือที่บอกว่า มนุษย์มีธรรมชาติที่ไม่เปลี่ยน และถ้าเราเข้าใจธรรมชาตินี้ เราจะใช้ชีวิตได้ดีกว่า

การเงิน การลงทุน การทำงาน การใช้ชีวิต ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับจิตใจของคน และจิตใจของคนไม่เปลี่ยน ไม่ว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นมากแค่ไหน

ดังนั้น แทนที่จะพยายามตามให้ทันโลกที่เปลี่ยนไป เราควรเข้าใจสิ่งที่ไม่เปลี่ยน แล้วใช้ความเข้าใจนี้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต

นั่นคือ บทเรียนสำคัญจากหนังสือเล่มนี้ครับ

#hrรีพอร์ต

Posted in

Leave a comment