เมื่อชีวิตติดหล่ม ได้เวลา “รีเซ็ต” แล้ว
มีใครเคยรู้สึกบ้างไหมว่า ชีวิตเหมือนกับรถที่วิ่งไปในถนนสายเดิมทุกวัน ไปทำงาน กลับบ้าน ดูโทรทัศน์ นอน แล้วก็วนซ้ำไปเรื่อยๆ บางทีก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงยังไง
Dan Heath นักเขียนชื่อดังเจ้าของหนังสือ “Reset: How to Change What’s Not Working” เข้าใจความรู้สึกนี้ดี เขาเล่าว่าเราทุกคนมีสิ่งในชีวิตที่ “ไม่เวิร์ค” อยู่ บางคนอาจเป็นงานที่ไม่ชอบ บางคนอาจเป็นความสัมพันธ์ที่แย่ หรือบางคนอาจเป็นนิสัยที่อยากเลิกแต่เลิกไม่ได้
เรื่องราวของซาร่า ผู้จัดการที่เหนื่อยกับชีวิต
มาเริ่มต้นด้วยเรื่องของซาร่า หญิงสาววัย 35 ปี ที่ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดในบริษัทใหญ่ เธอมีเงินเดือนดี บ้านสวย รถหรู ดูจากภายนอกแล้วชีวิตเธอสมบูรณ์แบบมาก
แต่ในความเป็นจริง ซาร่ารู้สึกเหนื่อยหน่ายกับชีวิต เธอตื่นขึ้นมาทุกเช้าด้วยความรู้สึกหนักใจ ไม่อยากไปทำงาน แต่ก็ไปเพราะต้องรับผิดชอบ กลับถึงบ้านก็เหนื่อยเกินกว่าจะทำอะไร วันหยุดก็ใช้เวลานอนเพื่อเก็บพลัง เตรียมเผชิญกับสัปดาห์ใหม่
“ผมรู้สึกเหมือนกำลังมีชีวิตอยู่ในแบบ autopilot” ซาร่าเล่าให้เพื่อนฟัง “ทำทุกอย่างโดยไม่ได้คิด เหมือนหุ่นยนต์”
ปัญหาคือเรายอมรับสิ่งที่ไม่ควรยอมรับ
Heath ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาของคนส่วนใหญ่คือ เรายอมรับสถานการณ์ที่ไม่ดี เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ หรือเพราะกลัวการเปลี่ยนแปลง
เหมือนกบในเรื่องเล่าที่มีชื่อเสียง ถ้าเราเอากบไปใส่ในน้ำเดือด กบจะกระโดดออกมาทันที แต่ถ้าเราใส่กบในน้ำธรรมดา แล้วค่อยๆ เพิ่มความร้อน กบจะไม่รู้ตัวว่าน้ำร้อนขึ้น จนในที่สุดก็ตายโดยไม่ได้พยายามหนี
“เราเป็นเหมือนกบตัวนั้น” Heath อธิบาย “เราปรับตัวเข้าหาสิ่งที่ไม่ดี จนลืมไปว่าชีวิตควรจะดีกว่านี้”
วิธี Reset ชีวิตใน 4 ขั้นตอน
Heath เสนอวิธีการที่เขาเรียกว่า “Reset” ซึ่งมี 4 ขั้นตอนหลัก
ขั้นตอนที่ 1: หยุด (Pause)
ขั้นตอนแรกฟังดูง่าย แต่จริงๆ แล้วเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด นั่นคือการหยุด
ไม่ใช่หยุดแบบนอนพักผ่อน แต่เป็นการหยุดเพื่อมองดูชีวิตตัวเอง เหมือนการออกจากรถที่กำลังขับอยู่ แล้วยืนข้างทางมองดูว่าเรากำลังไปทางไหน
ซาร่าทำแบบนี้เมื่อวันหนึ่งเธอนั่งอยู่ในออฟฟิศ แล้วถามตัวเองว่า “ผมทำอะไรอยู่นี่?” ไม่ใช่คำถามแบบ “งานผมคืออะไร” แต่เป็นคำถามแบบ “ทำไมผมถึงมาอยู่ตรงนี้ และมันคือสิ่งที่ผมอยากทำจริงๆ หรือเปล่า?”
ขั้นตอนที่ 2: ประเมิน (Assess)
เมื่อหยุดแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการประเมินสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา
Heath แนะนำให้ทำรายการแบ่งเป็น 3 คอลัมน์:
- สิ่งที่เวิร์ค (ทำแล้วได้ผลดี)
- สิ่งที่ไม่เวิร์ค (ทำแล้วไม่ได้ผลหรือทำให้รู้สึกแย่)
- สิ่งที่ไม่แน่ใจ (อาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้)
ซาร่าค้นพบว่า สิ่งที่เธอชอบในงานคือการได้คิดโครงการใหม่ๆ และการทำงานร่วมกับทีม แต่สิ่งที่เธอไม่ชอบคือการประชุมไม่รู้จบ งานเอกสารเยอะ และการต้องทำรายงานให้เจ้านายที่ไม่เข้าใจงาน
“ตอนนั้นผมถึงได้รู้ว่า ปัญหาไม่ใช่งานทั้งหมด แต่เป็นส่วนหนึ่งของงาน” เธอเล่า
ขั้นตอนที่ 3: ตัดสินใจ (Decide)
การตัดสินใจไม่ได้หมายความว่าต้องเปลี่ยนแปลงใหญ่โตเสมอไป บางครั้งแค่ปรับเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว
Heath เปรียบเทียบกับการขับรถ บางครั้งเราแค่ต้องเลี้ยวซ้ายหรือขวาเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องกลับรถทั้งคัน
ซาร่าตัดสินใจที่จะไม่ลาออกจากงาน แต่จะคุยกับเจ้านายเรื่องการปรับหน้าที่งาน เธออยากทำงานที่เน้นความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น และลดงานเอกสารลง
ขั้นตอนที่ 4: ลงมือทำ (Act)
ขั้นตอนสุดท้ายคือการลงมือทำจริง ไม่ต้องรอให้สมบูรณ์แบบ แค่เริ่มต้นก่อน
Heath เน้นว่า “การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงที่ทำได้จริง ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ดูดีในกระดาษ”
ซาร่าเริ่มจากการนัดคุยกับเจ้านาย เธอเตรียมข้อมูลมาดี อธิบายว่าถ้าเธอได้ทำงานที่ชอบมากขึ้น ผลงานจะดีขึ้น บริษัทก็ได้ประโยชน์
เรื่องราวของมาร์ก ชายหนุ่มที่เปลี่ยนอาชีพ
มาดูอีกตัวอย่างหนึ่ง มาร์ก วิศวกรซอฟต์แวร์วัย 28 ปี ที่ทำงานในบริษัทเทคโนโลยีชื่อดัง เขามีเงินเดือนสูง ทำงานกับเทคโนโลกล้ำสมัย แต่รู้สึกว่าชีวิตขาดความหมาย
“ผมนั่งเขียนโค้ดทุกวัน แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมทำมีผลกระทบต่อโลกยังไง” เขาเล่า “รู้สึกเหมือนเป็นเฟืองเล็กๆ ในเครื่องจักรใหญ่”
มาร์กใช้วิธี Reset โดยการหยุดงานสองสัปดาห์ ไปเดินทางคนเดียว ระหว่างทางเขาได้คิดทบทวนว่าสิ่งที่เขาอยากทำจริงๆ คืออะไร
เขาค้นพบว่า สิ่งที่เขารักคือการสอน ตั้งแต่เด็กเขาชอบช่วยเพื่อนทำการบ้าน ที่มหาวิทยาลัยเขาเป็น TA (ผู้ช่วยสอน) และรู้สึกมีความสุขมาก
มาร์กตัดสินใจลาออกจากงาน และสมัครเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยม แม้เงินเดือนจะลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง แต่เขารู้สึกว่าชีวิตมีความหมายมากขึ้น
“ตอนแรกเพื่อนๆ คิดว่าผมบ้า” เขาหัวเราะ “แต่ตอนนี้พวกเขาเห็นว่าผมมีความสุขขึ้น และบางคนก็เริ่มคิดว่าตัวเองควรจะทำอะไรที่มีความหมายมากกว่านี้”
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
Heath เตือนว่า การ Reset ไม่ได้หมายความว่าต้องทำลายทุกอย่างแล้วเริ่มใหม่ มีข้อผิดพลาดที่คนมักทำ:
1. คิดว่าต้องเปลี่ยนทุกอย่าง
หลายคนคิดว่าถ้าจะเปลี่ยน ต้องเปลี่ยนให้ใหญ่ ลาออกจากงาน หย่าร้าง ย้ายบ้าน แต่จริงๆ แล้ว บางครั้งแค่เปลี่ยนเล็กน้อยก็เพียงพอ
เช่น แอน นักบัญชีที่เบื่องานตัวเลข เธอไม่ได้ลาออก แต่ขอย้ายไปแผนกที่ได้คุยกับลูกค้ามากขึ้น ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาก
2. ทำตามอารมณ์
การ Reset ต้องทำอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่ทำเพราะโกรธหรือหงุดหงิด
เช่น จอห์น ที่เบื่อเจ้านาย เขาเกือบจะลาออกในวันที่โมโห แต่เมื่อใจเย็นแล้ว เขาค้นพบว่าปัญหาอยู่ที่การสื่อสาร ไม่ใช่ตัวงาน
3. กลัวความผิดพลาด
หลายคนไม่กล้าเปลี่ยนเพราะกลัวผิดพลาด แต่ Heath บอกว่า “ความผิดพลาดใหญ่ที่สุดคือการไม่พยายามเปลี่ยนแปลงเลย”
เคล็ดลับการ Reset ที่ได้ผล
Heath แชร์เคล็ดลับจากการวิจัยและประสบการณ์ของคนจริง:
1. เริ่มจากสิ่งเล็กๆ
ไม่ต้องเปลี่ยนทั้งชีวิตในคืนเดียว เริ่มจากสิ่งเล็กๆ เช่น เปลี่ยนเวลาตื่น เปลี่ยนเส้นทางไปทำงาน หรือหางานอดิเรกใหม่
2. ทดลองก่อนตัดสินใจใหญ่
ก่อนจะลาออกจากงาน ลองหาความรู้เพิ่มเติมในสิ่งที่อยากทำ ไปดูงาน คุยกับคนที่ทำงานนั้นอยู่
3. มีแผน B
เตรียมแผนสำรองเอาไว้ เผื่อแผนหลักไม่ได้ผลตามที่คิด
4. ขอความช่วยเหลือ
ไม่ต้องทำคนเดียว ขอคำแนะนำจากเพื่อน ครอบครัว หรือที่ปรึกษา
ตัวอย่างการ Reset ในแต่ละด้านของชีวิต
ด้านสุขภาพ
ลิซ่า อายุ 45 ปี ที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นมาก เธอเคยลองไดเอ็ตหลายแบบ แต่ไม่ได้ผล เธอใช้วิธี Reset โดยการมองหาสาเหตุแท้จริง
ปรากฏว่า ปัญหาไม่ใช่การกิน แต่เป็นความเครียด เธอกินเมื่อเครียด เธอจึงเปลี่ยนวิธีจัดการความเครียดใหม่ ไปเล่นโยคะแทนการกิน ผลคือน้ำหนักลดลงโดยไม่ต้องทรมานตัวเอง
ด้านความสัมพันธ์
เดวิดและซาร่าห์ แต่งงานกันมา 10 ปี เริ่มรู้สึกว่าความรักเริ่มจืดชืด เขาใช้วิธี Reset โดยการคุยกันอย่างเปิดใจ
พวกเขาค้นพบว่า ปัญหาคือการไม่มีเวลาให้กัน ไม่ใช่การไม่รักกัน เขาจึงตั้งกฎใหม่ คือทุกวันศุกร์เป็นเวลาของสองคน ไม่ดูโทรศัพท์ ไม่คุยเรื่องงาน
ด้านการเงิน
ไมค์ วัย 35 ปี มีหนี้บัตรเครดิตเยอะ เขาใช้วิธี Reset โดยการดูว่าเงินไปไหนจริงๆ
เขาค้นพบว่า เขาใช้เงินกับของที่ไม่จำเป็นมาก เช่น กาแฟ 150 บาทต่อวัน อาหารสั่งออนไลน์ เขาเปลี่ยนนิสัยเล็กๆ ทำกาแฟเอง ทำอาหารเอง และสามารถใช้หนี้หมดใน 2 ปี
บทสรุป: Reset คือการให้โอกาสตัวเองใหม่
Heath สรุปว่า การ Reset ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องใช้ความกล้าที่จะหยุดและมองดูชีวิตตัวเอง
“ชีวิตสั้นเกินกว่าจะใช้เวลากับสิ่งที่ไม่ทำให้เรามีความสุข” เขาเขียน “แต่ชีวิตก็ยาวเกินกว่าจะไม่พยายามเปลี่ยนแปลง”
การ Reset ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะสมบูรณ์แบบ แต่หมายความว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างมีสติมากขึ้น เราจะเลือกสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข และปล่อยวางสิ่งที่ทำให้เราทุกข์
ซาร่าที่เราพูดถึงตอนต้น ตอนนี้เธอทำงานในตำแหน่งที่ใหม่ ได้ทำสิ่งที่ชอบมากขึ้น แม้ยังมีปัญหาบ้าง แต่เธอรู้สึกว่าชีวิตมีความหมายมากขึ้น
“การ Reset ทำให้ผมได้กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง” เธอสรุป “ไม่ใช่เป็นหุ่นยนต์ที่ทำตามกิจวัตรเดิมๆ”
หนังสือ “Reset” ของ Dan Heath เป็นเหมือนคู่มือสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนแปลงชีวิต แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง มันไม่ได้สัญญาว่าชีวิตจะง่ายขึ้น แต่สัญญาว่าชีวิตจะมีความหมายมากขึ้น
และบางทีนั่นก็เพียงพอแล้ว สำหรับการมีชีวิตที่คุ้มค่ากับการใช้เวลาไป
#hrรีพอร์ต
Leave a comment