สรุปเนื้อหา:

  • พื้นฐานของคดี:
    โจทก์อ้างว่าเมื่อตนถูกโอนจากบริษัท ต. ไปทำงานกับบริษัทจำเลย ซึ่งอยู่ในเครือเดียวกัน แต่เป็นนิติบุคคลที่แยกจากกัน ควรนับอายุงานต่อเนื่องตั้งแต่ทำงานกับบริษัท ต. และเมื่อถูกเลิกจ้าง ควรได้รับค่าชดเชยตามระยะเวลางานทั้งหมด
  • ข้อเท็จจริง:
    • บริษัท ต. และบริษัทจำเลยอยู่ในเครือเดียวกัน มีผู้ถือหุ้นที่เป็นญาติกันและมีผู้บริหารคนเดียวกัน
    • บริษัท ต. ไม่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหรือควบรวมกิจการกับบริษัทจำเลย และยังดำเนินกิจการของตนเองต่อไป
    • การโอนย้ายของโจทก์จากบริษัท ต. ไปยังบริษัทจำเลยเป็นการโอนย้ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 วรรคหนึ่ง โดยโจทก์ยินยอม
    • โจทก์เริ่มทำงานกับบริษัทจำเลยตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2546
  • ข้อกฎหมาย:
    • การโอนย้ายลูกจ้างระหว่างบริษัทในเครือ โดยไม่มีการควบรวมบริษัท ไม่ถือเป็นการเปลี่ยนตัวนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 13 ซึ่งจะให้นายจ้างใหม่ต้องรับสิทธิและหน้าที่ต่อจากนายจ้างเดิมทุกประการ
    • หากไม่มีข้อตกลงเรื่องการนับอายุงานเดิมระหว่างโจทก์และบริษัทจำเลย จะต้องนับอายุงานเฉพาะที่ทำงานกับบริษัทจำเลยเท่านั้น
  • คำพิพากษา:
    • ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทจำเลยตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2535 และได้รับค่าชดเชย 300 วัน แต่ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ถูกต้อง
    • ศาลฎีกาตัดสินว่าโจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทจำเลยตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2546 และเมื่อถูกเลิกจ้างในวันที่ 3 มกราคม 2548 ควรได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วันเท่านั้น

บทสรุป:
การโอนย้ายลูกจ้างระหว่างบริษัทในเครือ แม้จะมีความเกี่ยวข้องกัน แต่หากเป็นนิติบุคคลที่แยกจากกันและไม่มีข้อตกลงเรื่องอายุงานเดิม ลูกจ้างจะต้องนับอายุงานใหม่เฉพาะในบริษัทใหม่เท่านั้น

อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๙๓๙/๒๕๕๗

#hrรีพอร์ต

Posted in

Leave a comment