สรุปเนื้อหา:

ในกรณีนี้ โจทก์ (ลูกจ้าง) ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานหลังถูกเลิกจ้างจากตำแหน่งผู้จัดการอาวุโส โดยพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่โจทก์ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าวและยื่นฟ้องนายจ้างอีกครั้งต่อศาลแรงงาน โดยอ้างสิทธิเดิมเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายที่สูงกว่าเดิม รวมถึงค่าเสียหายอื่นๆ เช่น ค่าชดเชยจนถึงเกษียณ โบนัส และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วชี้ว่า ตามมาตรา 123-125 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างมีสิทธิเลือกดำเนินการเพียง “ทางใดทางหนึ่ง” คือ ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน หรือ ฟ้องศาลแรงงาน แต่ไม่สามารถใช้สิทธิซ้ำซ้อนทั้งสองทางได้ เมื่อโจทก์เลือกยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้ว จึงไม่มีสิทธิฟ้องศาลแรงงานอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ต้องฟ้องเพื่อเพิกถอนคำสั่งนั้นภายใน 30 วัน ไม่ใช่ยื่นฟ้องซ้ำในสิทธิเดิม

นอกจากนี้ ศาลแรงงานภาค 2 ยังวินิจฉัยว่านายจ้างมีเหตุเลิกจ้างที่ชอบธรรม เนื่องจากโจทก์ประมาทเลินเล่อในการจัดหารถรับส่งพนักงาน ทำให้นายจ้างต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเกินจริงไปหลายสิบล้านบาท ซึ่งถือเป็นความเสียหายร้ายแรง ศาลฎีกาเห็นพ้องและพิพากษายืนคำตัดสินของศาลแรงงานภาค 2 ว่าการเลิกจ้างครั้งนี้เป็นการชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ข้อสรุปสำคัญ: เมื่อลูกจ้างเลือกใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้ว จะไม่สามารถฟ้องนายจ้างโดยอาศัยสิทธิเดิมซ้ำได้ หากไม่พอใจคำสั่ง ต้องฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งนั้นภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด.

อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๘๗๑/๒๕๖๑ (คดีเกี่ยวกับพนักงานตรวจแรงงาน)

#hrรีพอร์ต

Posted in

Leave a comment