จากคำพิพากษาที่กล่าวถึง คดีนี้เกี่ยวข้องกับการเลิกจ้าง “ผู้จัดการฝ่ายบุคคล” โดยประเด็นสำคัญของคดีนี้คือพฤติกรรมของโจทก์ที่เรียกเก็บเงินจากลูกจ้างซึ่งเป็นคนต่างด้าว คนละ 100 บาท เพื่อใช้ในการอำนวยความสะดวกในการดำเนินการแจ้งยืนยันถิ่นที่อยู่ โดยไม่มีการใช้เงินดังกล่าวเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของโจทก์ แต่กลับเป็นการสร้างความสะดวกให้กับลูกจ้างเอง อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาศาลฎีกามีสาระสำคัญดังนี้:

  1. พฤติกรรมของโจทก์ไม่ถือเป็น “ทุจริต” ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
    แม้ว่าการเรียกเก็บเงินดังกล่าวจะเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและสร้างภาระให้กับลูกจ้างต่างด้าว แต่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วว่า การกระทำดังกล่าวไม่ได้เข้าข่ายการ “ประพฤติชั่ว โกง หรือไม่ซื่อตรง” ตามความหมายของคำว่า “ทุจริต” ในพจนานุกรมหรือมาตรา 119 (1) ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพราะโจทก์ไม่ได้ใช้เงินดังกล่าวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน
  2. การเลิกจ้างถือว่ามีเหตุผลสมควร
    ถึงแม้การกระทำของโจทก์จะไม่เข้าข่ายการทุจริต แต่พฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ “ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่” ตามมาตรา 583 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งทำให้นายจ้างมีสิทธิเพื่อเลิกจ้างโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า รวมถึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
  3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้ไขคำตัดสินบางส่วน
    ศาลแรงงานภาค 3 เคยตัดสินให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง และดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่ศาลฎีกาแก้คำตัดสิน โดยระบุว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากการเลิกจ้างมีเหตุผลสมควร

สรุป

แม้พฤติกรรมของโจทก์จะไม่ถึงขั้น “ทุจริต” ตามกฎหมายแรงงาน แต่ก็ถือว่าไม่เหมาะสมในบริบทของหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะผู้จัดการฝ่ายบุคคล ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้การเลิกจ้างดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลสมควรและชอบด้วยกฎหมาย

อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๒๐/๒๕๖๑

#hrรีพอร์ต

Posted in

Leave a comment